Home » Publication » การเปิดเสรีภาคธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของอาเซียน

การเปิดเสรีภาคธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของอาเซียน

ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail Sector) เป็นสาขาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและภูมิภาค เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะการค้าปลีก เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาพบว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ จากการรวบรวมสถิติของ CBRE Research ในปี 2557 พบว่า ประเทศจีนเป็นตลาดค้าปลีกที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากที่สุด ตามด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย ฟิลิปปินส์ ลาว เมียนมาร์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ

การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนของชาติสมาชิกทั้งหมดจะสร้างโอกาสมากมายให้แก่ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของทุกประเทศ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของอาเซียนกำลังจะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินการผูกพันการเปิดตลาดของภาคธุรกิจตามที่กำหนดไว้ในความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Service: AFAS) ในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของแต่ละประเทศสมาชิก มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

บรูไน มีธุรกิจส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดย่อม แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ให้บริการในลักษณะ Chain Store ทั่วทั้งประเทศ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า Hua Ho Department Store and Agriculture Farm เนื่องจากบรูไนเป็นประเทศที่มีนโยบายการค้าเสรีในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอื่น ประเทศจึงยังไม่ได้ดำเนินการผูกพันการเปิดตลาดบริการจัดจำหน่ายและค้าส่งค้าปลีกตามกรอบความตกลง AFAS แต่อย่างใด

กัมพูชา ผูกพันการเปิดตลาดบริการค้าส่งค้าปลีกในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนของต่างชาติในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ อันจะส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการมีงานทำและการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงสร้างความหลากหลายของสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค

อินโดนีเซีย ผูกพันการเปิดตลาดในระดับปานกลาง โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 51 แต่ต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ แต่ประเทศจะได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการขยายตัวของการจ้างงาน

สปป. ลาว ยินยอมให้คนต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกได้เฉพาะสิ่งทอ เสื้อผ้า และรองเท้า ผ่านการถือหุ้นข้างมากในกิจการ แต่กำหนดให้ต้องร่วมทุนกับคนลาวเท่านั้น แต่ในภาพรวม ประเทศไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดมากนัก เนื่องจากวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และนิยมเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าและบริการในไทย

มาเลเซีย ผูกพันการเปิดตลาดบริการค้าส่งค้าปลีกในระดับปานกลาง โดยให้ต่างชาติเข้าไปถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 51 แต่ยังอาจมีการเลือกปฏิบัติระหว่างการให้สิทธิประโยชน์แก่คนมาเลเซียมากกว่าคนต่างชาติ แต่ในปัจจุบันมีการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการต่างชาติกับชาวมาเลเซียเพื่อดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมากขึ้นเป็นลำดับ 

เมียนมาร์ ดำเนินธุรกิจการค้าปลีกและค้าส่งในลักษณะกระจุกตัวอยู่ในหัวเมืองสำคัญ เช่น ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ มากกว่าร้อยละ 50 ขณะที่รูปแบบของการดำเนินธุรกิจยังเป็นตลาดแบบดั้งเดิมถึงร้อยละ 90 ประเทศมีแนวโน้มทยอยเปิดตลาดเป็นลำดับ โดยอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากในกิจการค้าส่งและค้าปลีกตั้งแต่ร้อยละ 35 ขึ้นไป และมีนโยบายเปิดรับการลงทุนของต่างชาติ

ฟิลิปปินส์ ยังมีกฎหมายปกป้องธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกค่อนข้างมาก โดยให้คนฟิลิปปินส์เท่านั้นที่เป็นเจ้าของและควบคุมกิจการ ทำให้ประเทศยังคงมีท่าทีผูกพันเปิดตลาดในระดับต่ำ ยกเว้นในประเภทธุรกิจที่ไม่ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน

สิงคโปร์ มีนโยบายเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนในระดับสูงมากอยู่แล้ว คนต่างชาติจึงสามารถเข้ามาถือหุ้นทั้งหมดในธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และแฟรนไชส์ได้ การเปิดตลาดภายใต้ความตกลง AFAS จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศ แต่ผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากการใช้แรงงานผู้เชี่ยวชาญและแรงงานบริหารของประเทศที่มีอยู่จำนวนมาก

เวียดนาม มีนโยบายเปิดตลาดการค้าส่งและค้าปลีกในระดับสูงเช่นกัน โดยอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมด ทำให้การแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง แต่ประเทศยังมีข้อจำกัดในการขยายสาขาของธุรกิจ และการถือครองที่ดิน การเปิดตลาดภายใต้ความตกลง AFAS จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศ แต่ผู้ประกอบการต่างชาติจะได้รับประโยชน์จากการใช้แรงงานระดับปฏิบัติการที่มีอยู่มากภายในประเทศ

โดยสรุป แนวนโยบายและข้อผูกพันการเปิดตลาดบริการค้าส่งและค้าปลีกของอาเซียนมีลักษณะที่หลากหลาย โดยสิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา และเวียดนาม เปิดเสรีอย่างเต็มที่ ขณะที่มาเลเซีย เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย ยอมเปิดตลาดในระดับปานกลาง โดยกำหนดให้ต้องร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นของประเทศ ส่วนฟิลิปปินส์ และสปป. ลาว ยังเปิดตลาดค่อนข้างจำกัดเพียงบางสาขาเท่านั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องตระหนักถึงความหลากหลายในตลาดอาเซียน เพื่อนำมาวิเคราะห์โอกาสและการพัฒนานโยบายหรือกลยุทธ์ของประเทศในการสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในตลาดอย่างยั่งยืน อันจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

 

…………………………………………….

 

 

Download

เรียบเรียงโดย

สดุดี วงศ์เกียรติขจร

นักวิจัย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา

new.itd.or.th 

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 4 ฉบับที่ 188 วันอังคารที่ 28 เมษายน 2558

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone