Home » Publication » การแข่งขันสู่จุดเสื่อมของอาเซียน

การแข่งขันสู่จุดเสื่อมของอาเซียน

เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันยึดปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมเป็นหลัก โดยนิยมลดกำแพงภาษีนำเข้าระหว่างกันลงเป็นศูนย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำการค้าระหว่างกัน ความแตกต่างของราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าที่ผลิตในประเทศจากภาษีถือว่าหมดไป เหลือเพียงความแตกต่างจากต้นทุนการขนส่งหรือการกระจายสินค้า และต้นทุนการผลิตสินค้าที่เป็นผลหลักของราคาของปัจจัยการผลิต ดังนั้น ผู้ผลิตสินค้าในแต่ละประเทศจึงต้องปรับตัวเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน

ภายใต้คำแนะนำของธนาคารโลกที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของตนไปเน้นการส่งออก เมื่อประเทศกำลังพัฒนาหันมาส่งเสริมการส่งออก ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าการเกษตร จึงก่อให้เกิดการแข่งขันตัดราคากันเอง ประเทศกำลังพัฒนาจึงเร่งการส่งออกให้มากขึ้นด้วยการลดราคาสินค้า การกดค่าจ้างแรงงาน และนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในราคาถูก เพื่อหาเงินมาชำระหนี้จากการพัฒนาเพื่อการส่งออก ในที่สุดค่าแรงจะลดต่ำลง

อีกทั้งภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะรายได้จากภาษีนำเข้าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การจัดเก็บรายได้เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งจึงเปลี่ยนไปสู่การเพิ่มขึ้นของการเคลื่อนย้ายทุนอย่างเสรี ซึ่งบางครั้งถูกนำมาใช้เป็นแหล่งหลบภาษี (tax havens) ดังนั้น เมื่อทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี และการแข่งขันระหว่างกันจะมีมากขึ้น การแข่งขันนี้ไม่ใช่การแข่งขันบนฐานของความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบหรือความชำนาญอย่างแท้จริง แต่เป็นการแข่งขันกันลดต้นทุนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ในที่สุด จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การแข่งขันไปสู่จุดเสื่อม” (race to the bottom) ด้วยการลดมาตรฐานทุกอย่างเพื่อดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ

สำหรับอาเซียน ภายหลังการรวมตัวอย่างสมบูรณ์ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี พ.ศ. 2558 มีแนวโน้มว่าการเคลื่อนย้ายทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมากในประเทศดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก และเชื่อว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานและรายได้ของประเทศจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในรูปของบรรษัทข้ามชาติมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และทำให้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น แต่เมื่อหันมามองในมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมพบว่า การลงทุนเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชากรของประเทศ และไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากมีข้อสังเกตอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

ประการแรก คือ การกำหนดค่าจ้างแรงงาน บรรษัทข้ามชาติจะย้ายโรงงานจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานสูงไปสู่ประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำ ยิ่งถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการว่างงาน แต่แท้ที่จริงแล้ว แรงงานที่ว่างงานกลับมีจำนวนมากขึ้น ซ้ำร้ายแรงงานเหล่านั้นจะถูกบังคับให้ยอมรับค่าแรงที่ต่ำกว่า เพราะเห็นว่าจะดีกว่าการไม่มีงานทำ

ประการที่สอง คือ การใช้แรงงานทาส ซึ่งหมายถึง การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานหนัก การใช้แรงงานเด็ก และการเป็นแรงงานขัดหนี้ บรรษัทข้ามชาติจึงต้องการย้ายโรงงานจากประเทศที่ห้ามใช้แรงงานทาสไปสู่ประเทศที่ไม่เข้มงวดในการใช้แรงงานทาส โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมูลนิธิวอล์คฟรีระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีแรงงานทาสมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 7 ของโลก ซึ่งมีจำนวนทาสมากถึง 472,811 คน

ประการที่สาม คือ การคุ้มครองแรงงาน เช่น การมีระบบประกันสังคม หรือระบบสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบและถือเป็นต้นทุนการผลิตอย่างหนึ่ง บรรษัทข้ามชาติจึงมักย้ายโรงงานจากประเทศที่มีการคุ้มครองแรงงานสูงไปสู่ประเทศที่มีการคุ้มครองแรงงานต่ำ

และประการที่สี่ คือ การกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานการปล่อยของเสียหรือมลพิษ ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการเปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มาตรฐานเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น ทำให้บรรษัทข้ามชาติต้องย้ายโรงงานจากประเทศที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูงไปสู่ประเทศที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่ำ

การที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับมิติทางเศรษฐกิจ อาจทำให้ภาพรวมของการพัฒนาดูดีขึ้นก็จริง แต่หากให้ความสำคัญมากจนเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมตามข้อสังเกตข้างต้น ด้วยเหตุนี้ อังค์ถัดจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ประเทศทั้งหลายควรหันมาให้ความสำคัญกับแนวทาง “ธรรมาภิบาลระดับโลก” (global governance) และ “สิทธิในการดำเนินนโยบาย” (policy space) ซึ่งหมายถึง การส่งเสริมให้รัฐบาลมีเสรีภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสม และไม่สนับสนุนบรรษัทข้ามชาติที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศของตน

โดยสรุปแล้ว ประเทศสมาชิกของอาเซียนจึงไม่ควรแข่งขันกันเองเพื่อลดต้นทุนการผลิตภายในประเทศ และไม่ควรลดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะการแข่งขันดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้แล้ว ยังเป็นการทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น อาเซียนจึงควรมุ่งออกมาตรการและนโยบายด้านมาตรฐานแรงงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโดยไม่ละเลยการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเป็นสำคัญ จึงจะหลุดพ้นจากปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

…………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

พันธ์รบ ราชพงศา

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 4 ฉบับที่ 176 วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558  

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone