Home » Publication » ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges) ความท้าทายใหม่สำหรับนักลงทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges) ความท้าทายใหม่สำหรับนักลงทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนอาจยังไม่คุ้นหูนักลงทุนไทย แต่ประเทศไทยที่จะเปิดเสรีด้านการลงทุนตามประชาคมอาเซียนในปี 2558 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจะเป็นทางเลือกของการลงทุนที่น่าสนใจ แต่นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนตามคำแนะนำปกติที่เคยได้ยินมา จึงขอเริ่มต้นด้วยความเป็นมาก่อนว่า ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือของตลาดทุนอาเซียน (ASEAN Capital Market Integration) ที่เกิดจากการตกลงร่วมกันของผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 12 ว่า จะร่วมมือกันเร่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างภูมิภาคมากขึ้น และพัฒนาอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรีภายในปี 2558 จึงทำให้เกิดความร่วมมือกันของตลาดหลักทรัพย์ 7 แห่ง ใน 6 ประเทศ คือ ตลาดหลักทรัพย์ Bursa Malaysia (MYX) ประเทศมาเลเซีย, ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (Indonesia Stock Exchange: IDX) ประเทศอินโดนีเซีย, ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (The Philippine Stock Exchange: PSE)  ประเทศฟิลิปปินส์, ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange: SGX) ประเทศสิงคโปร์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Stock Exchange: HOSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (Hanoi Stock Exchange: HNX) ประเทศเวียดนาม

ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนได้รวบรวมหุ้นที่มีขนาดใหญ่ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าของหุ้นตามราคาตลาด และสภาพคล่องของหุ้นจำนวน 30 หุ้นต่อประเทศ รวมเป็น 180 หุ้น หรือก็คือ หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock) ทั้งนี้หุ้นจากตลาดหลักทรัพย์เวียดนามที่มีสองตลาดนั้น เลือกมาตลาดละ 15 หุ้น นำมาจัดทำกลุ่มหุ้น ASEAN Stars กลุ่มหุ้นของประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มธนาคาร 6 หุ้น กลุ่มสื่อสาร 4 หุ้น กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ 1 หุ้น กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 7 หุ้น กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ 1 หุ้น กลุ่มการแพทย์ 1 หุ้น กลุ่มพาณิชย์ 3 หุ้น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 1 หุ้น กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 2 หุ้น กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 2 หุ้น และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง 2 หุ้น

ด้านการซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนใช้การเชื่อมต่อระบบซื้อขายระหว่างตลาดอาเซียนที่เรียกว่า ASEAN Trading Link เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นแก่นักลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการซื้อขาย ชำระราคาและส่งมอบ รวมถึงการกระจายข้อมูลเพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยที่ให้บริการ ASEAN Trading Link มีทั้งหมด 15 บริษัทหลักทรัพย์ด้วยกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมดจะผ่านใยแก้วนำแสง โดยระบบนี้เรียกว่า Intra-ASEAN Network (IAN) ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์ในท้องถิ่นของแต่ละประเทศจะทำการเชื่อมต่อผ่านระบบดังกล่าว ในการเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ ASEAN Common Exchange (ACE) เพื่อทำการซื้อขายหลักทรัพย์ต่อไป โดยนักลงทุนไทยที่ต้องการซื้อขายหลักทรัพย์ของประเทศสมาชิกอาเซียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเปิดบัญชีที่ต่างประเทศอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น นักลงทุนไทยที่ต้องการซื้อขายหุ้นมาเลเซีย สามารถเปิดบัญชีซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยที่ให้บริการ ASEAN Trading Link เพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย เป็นต้น

การเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนให้สูงขึ้นนอกจากการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว ทั้งการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นในตลาดต่างประเทศได้ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว และสร้างโอกาสการลงทุนในหุ้นที่หลากหลายมากขึ้นแม้จะเป็นหุ้นในกลุ่มเดียวกัน และการเลือกลงทุนในตลาดต่างประเทศจะเพิ่มโอกาสการเป็นผู้บุกเบิกที่จะสามารถซื้อหุ้นที่โดดเด่นและเป็นที่คาดหวังในอนาคตได้ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ กำไรจากการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ (Capital Gain) จะได้รับยกเว้นภาษีเหมือนกับการลงทุนในประเทศไทย ส่วนเงินปันผลนั้นจะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ปลายปีเพื่อเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

การเลือกลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียน นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลในหลายๆ ด้าน อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งแต่ละประเทศมักจะมีเหตุการณ์หรือปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบกับการลงทุน เช่น ความไม่สงบทางการเมือง ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ประการต่อมานักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ต้องการซื้อหุ้น ซึ่งในส่วนนี้ไม่แตกต่างจากการลงทุนซื้อหุ้นในไทยเท่าใดนัก และประเด็นที่เพิ่มขึ้นมาในขั้นตอนตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียน คือ อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนมักจะมีผลกับการลงทุนเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น หากลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ในกรณีที่ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท หากเดิมมีอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่าเป็น 26 บาทต่อดอลลาร์สิงคโปร์ มูลค่าหุ้นที่ต้องใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนก็จะมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง จาก 25 เป็น 24 บาทต่อดอลลาร์สิงคโปร์ มูลค่าหุ้นที่ต้องใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนก็จะน้อยลง ดังนั้น ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีผลต่อการตัดสินใจขายหุ้นทำกำไร เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 แต่อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับเงินบาท เมื่อนำเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่ขายหุ้นมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท การขายหุ้นครั้งนี้ก็อาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ตรงกันข้าม แม้ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่ามาก การขายหุ้นในราคาเท่าทุนก็จะทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ทั้งนี้การต้องคิดคำนวณและการคาดการแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนจึงต้องรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกความท้าทายใหม่สำหรับนักลงทุนไทย

 

…………………………………………….

 

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

เอกจรินทร์ รอดเจริญ 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 154 วันอังคารที่ 2 กันยายน 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum” 

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone