Home » Publication » ทำความรู้จัก “บรูไน”

ทำความรู้จัก “บรูไน”

“บรูไน” เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการค้าและการลงทุน แม้มีประชากรเพียงประมาณ 4.12 แสนคน ซึ่งน้อยที่สุดในอาเซียน และมีพื้นที่ประเทศเพียง 5,765 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ นอกจากนี้ บรูไนยังถือเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในเอเชีย การเมืองของประเทศมีเสถียรภาพ รวมทั้งชาวบรูไนส่วนใหญ่มีการศึกษาสูง และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เนื่องจากรัฐบาลของบรูไนให้ความช่วยเหลือแก่ประชากรให้เรียนหนังสือโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงระดับมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบรูไนที่ส่งเสริมให้ประเทศมีความพร้อมต่อการเปิดเสรีภายใต้ประชาคมอาเซียนในปี 2558

ขณะเดียวกัน บรูไนพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าเพียงไม่กี่รายการ โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศถึงร้อยละ 95 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของเศรษฐกิจบรูไน ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ประมาณ 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และรายได้ต่อหัวที่ประมาณ 38,563 เหรียญสหรัฐฯ (สถิติ ณ ปี 2556) ประเทศส่งออกหลักของบรูไน ประกอบด้วย ญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ส่วนสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ของบรูไน ได้แก่ เครื่องจักร รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและผลไม้ชนิดต่างๆ โดยนำเข้ามาจากสิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย

บรูไนให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศ โดยจัดตั้ง Brunei Economic Development Board (BEDE) ในปี 2545 เพื่อเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คาดการณ์ว่าจะหมดลงในอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ดังนั้น การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบรูไน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศภายใต้นโยบาย Wawasan Brunei 2035 โดยมุ่งเน้นการจ้างงาน การเปิดตลาดธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ นอกจากนี้ บรูไนยังอนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เกือบทุกสาขา รวมทั้งอนุญาตให้ต่างชาติถือครองหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ 100 ในทุกสาขา ยกเว้นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ซึ่งต้องมีผู้ถือหุ้นภายในประเทศอย่างน้อยร้อยละ 30 ประกอบด้วย สาขาการเกษตร ประมง และอาหารแปรรูป เป็นต้น

ในช่วงที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทยกับบรูไนยังคงเติบโตขึ้นเป็นลำดับ โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญจากไทยไปยังบรูไน ได้แก่ อุปกรณ์รถยนต์และส่วนประกอบ ข้าว อัญมณีและเครื่องประดับ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำตาลทราย ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากบรูไน ได้แก่ น้ำมันดิบ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ สินแร่และโลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ผลิตภัณฑ์โลหะ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด

อย่างไรก็ตาม บรูไนยังคงต้องการพัฒนาประเทศและตอบสนองความต้องการของประชากรในหลายด้าน ภาคธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพจึงควรพิจารณาเข้าไปลงทุนในบรูไน ได้แก่ 1) ธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะความต้องการบริโภคข้าวและอาหารฮาลาลมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 2) ธุรกิจยาและเภสัชกรรม บรูไนตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมดังกล่าวของภูมิภาค 3) ธุรกิจปิโตรเคมี โดยบรูไนได้ร่วมลงทุนกับญี่ปุ่นในการจัดตั้งโรงงานผลิตเมทานอล ซึ่งมีกำลังการผลิต 850,000 ตันต่อปี อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ และ 4) ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ บรูไนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวของภูมิภาคด้วย

…………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

สดุดี วงศ์เกียรติขจร 

นักวิจัย 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ Section : ธุรกิจ-ตลาด/ประชาคมอาเซียน

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4243 วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2557

หน้า B16 (ซ้าย) คอลัมน์ “เซียนอาเซียน” 

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone