Home » Publication » บทบาทการค้าและการลงทุนจีนใน CLMV

บทบาทการค้าและการลงทุนจีนใน CLMV

ในปัจจุบัน จีนเข้ามามีบทบาทในอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะต่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากพิจารณาด้านการค้าและการลงทุน บทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้เพื่อต้องการแสวงหาทรัพยากรและตลาดใหม่ๆ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของจีน พร้อมกับพัฒนาพื้นที่ชายแดนจีนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นประตูการค้าสู่อาเซียน

บทบาทที่เพิ่มขึ้นนี้ดำเนินไปตามยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน คือ การมุ่งลงใต้เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางอาหารและพลังงานในภูมิภาค รวมถึงแสวงหาทรัพยากรและตลาด อันสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการค้า การลงทุน และการให้เงินช่วยเหลือเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศกัมพูชา จีนเป็นตลาดนำเข้าสินค้าของกัมพูชามากเป็นอันดับ 2 ในปี 2556 และเป็นประเทศที่ลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สร้างถนน สะพาน และได้สัมปทานสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการผลิตไฟฟ้าใช้ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศกัมพูชา

สำหรับ สปป.ลาว จีนเป็นประเทศที่มีมูลค่าลงทุนสะสมรายใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา โดยในปี 2556 จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 มีมูลค่าการค้าสูงถึง 2.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 จากปี 2555 ที่มีมูลค่าการค้า 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงอย่างก้าวกระโดด จีนยังให้ความช่วยเหลือในหลายด้าน เช่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยพยายามผลักดันโครงการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม สปป.ลาว และจีน การสร้างทางด่วนเชื่อมคุนหมิง – กรุงเทพฯ ที่ผ่านบริเวณชายแดนจีนและ สปป.ลาว การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเขื่อนพลังงานไฟฟ้าและเหมืองแร่ รวมถึงการปลูกพืชพลังงาน

ในเมียนมาร์ จีนมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างดีเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่ก่อนเมียนมาร์เริ่มเปิดประเทศในปี 2552 ทั้งเป็นตลาดนำเข้าที่สำคัญ โดยมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการให้เงินช่วยเหลือ จนทำให้จีนเป็นประเทศที่ลงทุนสะสมมากเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพลังงาน โดยได้สัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ ที่เมืองเจ๊าพิว รัฐยะไข่ ถึงมณฑลยูนนาน โดยเปิดทำการตั้งแต่ปลายปี 2556 และได้สร้างโรงปั่นไฟเพื่อให้ชาวบ้านได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ยังได้จัดตั้งให้พื้นที่นี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและเริ่มประกาศพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2557 นอกจากนี้ จีนยังได้พัฒนาพื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ในมณฑลยูนนาน โดยกำลังก่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อจากด่านรุ่ยลี่ไปถึงเมืองคุนหมิง ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร ซึ่งมีเป้าหมายจะสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2557 เพื่อเป็นประตูการค้าเชื่อมกับทางทิศเหนือของเมียนมาร์ที่เมืองมูเซ รัฐฉาน ซึ่งหากสร้างแล้วเสร็จก็จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันอย่างมหาศาล

ขณะที่ในส่วนของเวียดนาม ถึงแม้จะปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่ราบรื่นมากนัก แต่ในปี 2556 จีนยังเป็นตลาดนำเข้าสินค้าของเวียดนามที่สำคัญเป็นอันดับ 1 แสดงให้เห็นถึงความนิยมใช้สินค้าจีนในเวียดนามที่ยังมีมาก และจีนยังเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน เช่น ขุดเจาะเหมืองแร่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

การเข้าไปมีบทบาทดังกล่าวข้างต้นของจีนมีลักษณะที่รัฐมีบทบาทนำโดยการให้เงินกู้เพื่อให้ความช่วยเหลือ และให้รัฐวิสาหกิจเข้าไปทำการค้าและการลงทุนโดยอาศัยเงินช่วยเหลือเป็นตัวตั้ง ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย รัฐบาลไทยยังมีบทบาทให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ไม่มากเท่าที่ควร และภาคเอกชนไทยที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อเห็นกรณีบทบาทการค้าและการลงทุนจีนใน CLMV แล้ว ไทยจำเป็นต้องเร่งพิจารณาวางกลยุทธ์ใหม่โดยอาศัยความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีนเพื่อคว้าโอกาสทางการค้าและการลงทุนในประเทศเหล่านั้น

 

…………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

น้ำผึ้ง ทัศนัยพิทักษ์กุล

นักวิจัย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ Section : ธุรกิจ-ตลาด/ประชาคมอาเซียน

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4257 วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2557

หน้า B16 (ซ้าย) คอลัมน์ “เซียนอาเซียน” 

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone