Home » Publication » สำรวจความพร้อม ก่อนก้าวสู่เออีซี

สำรวจความพร้อม ก่อนก้าวสู่เออีซี

เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งปี อาเซียนก็จะก้าวสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ โดยวันที่ 31 ธันวาคม 2015 จะเป็นวันเชิงสัญลักษณ์ที่เออีซีก้าวผ่านสู่การรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ แต่การจะทราบว่าอาเซียนมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจได้สมบูรณ์หรือไม่นั้น จะต้องมีการประเมินผล สำนักเลขาธิการอาเซียนจึงกำหนดตัวชี้วัดที่เรียกว่า AEC Scorecard ขึ้นมาเพื่อสำรวจและติดตามผลการดำเนินการ

AEC Scorecard แบ่งการติดตามผลออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่าง ปี 2008 – 2009 ระยะที่ 2 ระหว่าง ปี 2010 – 2011 ระยะที่ 3 ระหว่าง ปี 2012 – 2013 และระยะที่ 4 ระหว่าง ปี 2014 – 2015 โดยผลการดำเนินการใน 2 ระยะแรก ในภาพรวมสามารถบรรลุเป้าหมายได้ร้อยละ 67.5 เมื่อพิจารณาในแต่ละยุทธศาสตร์หลัก จะพบว่า (1) การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน ดำเนินการได้ร้อยละ 65.9 (2) การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ดำเนินการได้ร้อยละ 67.9 (3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ดำเนินการได้ร้อยละ 66.7 และ (4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ดำเนินการได้ร้อยละ 85.7

จะเห็นได้ว่า อาเซียนให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ที่ 4 เป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศภายนอกอาเซียนจะเป็นช่องทางในการดึงดูดนักลงทุนได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เนื่องจากการจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันได้นั้น จำเป็นจะต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านการผลิตสินค้าและบริการ ถึงแม้อาเซียนจะมีเครือข่ายการผลิตที่ดี แต่หลายประเทศในอาเซียนยังผลิตแต่สินค้าขั้นกลางซึ่งจะส่งออกไปผลิตต่อในประเทศนอกอาเซียน หรือเน้นการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก อีกทั้งการพัฒนาการค้าบริการก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุผลแรก คือ อาเซียนเพิ่งเริ่มเปิดเสรีจริง ๆ ประมาณปลายทศวรรษ 1970 จึงยังมีประสบการณ์ด้านการเปิดเสรีการค้าบริการไม่มากนัก อีกทั้งในความตกลงต่าง ๆ ก็ยังกล่าวถึงภาคการค้าบริการน้อยมาก และเหตุผลที่สอง คือ การค้าบริการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำความเข้าใจได้ยาก มีรายละเอียดมากและซับซ้อน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติของแต่ละประเทศได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจความพร้อมในภาพรวมจะพบว่า สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งมีประชากรประมาณ 612 ล้านคน และมี GDP รวมกันประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงมีขนาดเศรษฐกิจพอ ๆ กับ สหราชอาณาจักรที่มี GDP ประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ต่อหัวของสมาชิกอาเซียน 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์และบรูไน ยังสูงกว่ารายได้ต่อหัวของสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี อีกทั้งยังสูงกว่าสหราชอาณาจักรถึง 2 เท่า

หากสำรวจความพร้อมของสมาชิกอาเซียนเป็นรายประเทศจะพบว่า แต่ละประเทศจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่เกิดจากลักษณะพื้นฐานทางกายภาพและพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน ดังนี้

บรูไนเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดที่ส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 60 ของรายได้ประชาชาติ และเป็นร้อยละ 90 ของการส่งออก แต่บรูไนทำการค้าสินค้าทั้งภายในและภายนอกอาเซียนไม่ถึงร้อยละ 1 และเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศน้อยมาก อีกทั้งมาตรฐานด้านการค้าบริการก็ยังมีต่ำกว่าสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ดังนั้น การรวมตัวทางเศรษฐกิจกับอาเซียนอาจจะช่วยบรูไนให้มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจมากขึ้น

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีประชากรมากถึง 248 ล้านคน เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะมากถึง 17,508 เกาะ มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1.8 ล้านตารางกิโลเมตร จึงเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจากประเทศภายในอาเซียนมากถึงร้อยละ 40 แต่กลับเป็นประเทศที่มีการส่งออกสินค้าและมีความเจริญเติบโตของการค้าบริการน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน จึงคาดกันว่าเออีซีจะช่วยให้อินโดนีเซียมีการไหลเวียนของสินค้าและบริการภายในอาเซียนมากขึ้น

มาเลเซียเป็นตลาดพันธบัตรท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นผู้ออกพันธบัตรอิสลามรายใหญ่ที่สุด มาเลเซียจึงสามารถดึงดูดการลงทุนให้อาเซียนได้ประมาณร้อยละ 10 และค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีสัดส่วนของการบริโภคภาคเอกชนต่อ GDP สูงที่สุดในอาเซียน โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนคิดเป็นร้อยละ 67 ของ GDP และมีการเจริญเติบโตของการค้าบริการระหว่างปี 2005 – 2011 สูงถึงร้อยละ 241 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในอาเซียน โดยมีรายได้ต่อหัวสูงถึง 55,182.5 เหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกอาเซียนที่เหลือจะพบว่ารายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 3,831.8 เหรียญสหรัฐฯ และเมื่อเทียบกับทั้งโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 10,613.5 เหรียญสหรัฐฯ จึงเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจากภายนอกอาเซียนได้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเงินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากนี้ ยังเป็นประเทศที่มีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ของการเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ จึงมีท่าเทียบเรือสินค้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

สำหรับไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน โดยส่งออกรถยนต์เกือบ 2.5 ล้านคัน ในปี 2013 และมีปริมาณการขนส่งทางเรือเป็นอันดับที่ 9 ของโลก กระแสการลงทุนจากประเทศภายนอกอาเซียนมีทิศทางที่ดีขึ้นภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลงทุนภายในอาเซียนยังคงต่ำ ส่วนการค้าบริการนั้นสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ระหว่างปี 2005 – 2011 ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 2 ของประเทศที่มีความเจริญเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน

ส่วนกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือ CLMV เป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในภูมิภาค มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,410 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน จะพบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 19,550 เหรียญสหรัฐฯ ช่องว่างของการพัฒนานี้หมายความว่า โครงสร้างพื้นฐานทั้งเชิงกายภาพและเชิงสถาบันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้าง เพื่อทำให้อาเซียนรวมตัวกันได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยจะต้องเพิ่มการลงทุนและให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเออีซี 2015 คือ จุดเริ่มต้นของการเดินทางมากกว่าจุดหมายปลายทางของอาเซียน เพราะยังมีงานที่คอยเราอยู่อีกมากภายหลังปี 2015 เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และการปรับกฎระเบียบของสมาชิกอาเซียนให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้อาเซียนรวมตัวกันได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการประเมินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการรวมตัวโดยพิจารณาจากมาตรฐานและข้อมูลทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” มากกว่า เพราะเออีซีใช้คำว่า “ประชาคม” ซึ่งเป็นมากกว่าเรื่องของเศรษฐกิจ และคนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาคม หากสมาชิกอาเซียนไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันก็คงยากที่จะเกิดความร่วมมือ ดังนั้น ความท้าทายหลักของอาเซียนภายหลังปี 2015 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนั่นเอง

…………………………………………….

Download

เรียบเรียงโดย

พันธ์รบ ราชพงศา

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 4 ฉบับที่ 190 วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2558

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum”


Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone