Home » Publication » บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียนด้วยการลงทุน

บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียนด้วยการลงทุน

สืบเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals หรือ MDGs) จะสิ้นสุดลงในปี 2558 สหประชาชาติจึงกำหนดวาระการพัฒนาภายหลังปี 2558 (Post-2015 Development Agenda) โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขึ้นมาทดแทน

SDGs ที่จะประกาศใช้ในปี 2558 นั้นจะถูกใช้เป็นกรอบเครื่องมือในการกระตุ้นให้ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติ และกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเน้นการแก้ปัญหาความยากจน ขับเคลื่อนผ่านประเด็นของความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ การศึกษา การจ้างงาน ความเสมอภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนจะต้องสร้างผลกระทบด้านบวกสูงสุดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด แต่ทว่าการลงทุนของภาคเอกชนในปัจจุบัน นักลงทุนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ SDGs นั้น ยังขาดการเรียนรู้ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยังขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการควบคุมผลกระทบยังไม่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากรายงานการลงทุนโลกประจำปี 2557 ของอังค์ถัด (UNCTAD) ระบุว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ไหลเข้ามาลงทุนมากที่สุดติดอันดับโลก คิดเป็นร้อยละ 30 ของ FDI ทั้งหมด โดยกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (ไม่รวมเอเชียตะวันตก) มีมูลค่าประมาณ 382 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2556 ซึ่งมากกว่าปี 2555 อยู่ร้อยละ 4

สำหรับ FDI ที่ไหลเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ในปี 2556 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2555 คิดเป็น 125 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และจากสถิติของ FDI ที่ไหลเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ในปี 2551 มี FDI ไหลเข้า 47 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในปี 2555 มีมูลค่า 118 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสัดส่วน FDI ที่ไหลเข้านั้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแต่ถือว่าเป็นในสัดส่วนที่ลดลง

ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มี FDI ไหลเข้ามากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากมีการทำข้อตกลงด้านการลงทุนระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา ข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันมูลค่า FDI ให้ไหลเข้าสิงคโปร์ ซึ่งมากถึง 64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับอินโดนีเซีย มูลค่า FDI ไหลเข้ามีแนวโน้มคงที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 19 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมาเลเซียมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 คิดเป็น 12 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยมีเงินไหลเข้าในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 13 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในหลายโครงการต้องชะลอการลงทุนออกไป เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีเงินทุนที่ไหลเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีรายได้ต่ำด้วย โดยเมียนมาร์มี FDI ไหลเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 คิดเป็น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วน FDI ที่ไหลเข้าค่อนข้างคงที่

แต่เมื่อสำรวจหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในประเทศต่างๆ พบว่า สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และยังตอบโจทย์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่มากนัก ในขณะที่สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในรูปแบบของการให้แรงจูงใจด้านภาษี (Tax Incentive) ถูกนำไปใช้เป็นกลไกในการส่งเสริมนโยบายภาครัฐที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างงาน การถ่ายถอดทักษะฝีมือของแรงงาน การวิจัยและพัฒนา การกระตุ้นการส่งออก และการเชื่อมโยงกับกิจการในท้องถิ่นของแต่ละประเทศยังไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่าที่ควร

ดังนั้น เพื่อให้ประชาคมโลกได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อังค์ถัดจึงได้เสนอแนวทางเชิงนโยบาย จำนวน 6 แนวทาง เพื่อช่วยผลักดันการลงทุนของภาคเอกชนในการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้

แนวทางแรก คือ การกำหนดยุทธศาสตร์และข้อกำหนดเชิงสถาบันในรูปแบบใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน SDGs ซึ่งโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือพลังงานทดแทน ล้วนเป็นแรงกระตุ้นเพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการลงทุนด้วยกันทั้งสิ้น

แนวทางที่สอง คือ การให้สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่เน้น SDGs โดยเปลี่ยนรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ที่พิจารณาจากพื้นที่หรือเขตการลงทุน (Location-based) เป็นพิจารณาจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG-based) แทน

แนวทางที่สาม คือ การจัดทำข้อตกลงการลงทุนใน SDGs ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน เพราะเชื่อว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคและความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันจะช่วยผลักดันให้มีการลงทุนใน SDGs มากขึ้น

แนวทางที่สี่ คือ การสร้างพันธมิตรรูปแบบใหม่สำหรับการลงทุนใน SDGs ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานลงทุนในประเทศผู้ลงทุน (Home country) กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในประเทศผู้รับการลงทุน (Host country)

แนวทางที่ห้า คือ การสร้างกลไกนวัตกรรมทางการเงินและการวางแนวทางตลาดเงินใหม่ โดยนวัตกรรมทางการเงินดังกล่าว เช่น การจัดตั้งกองทุน SDG การสร้างกลไกการให้ทุนประเดิม และกลยุทธ์การตลาดแบบ Go-to-market เพื่อเพิ่มเงินลงทุนให้แก่โครงการพัฒนาที่ยั่งยืน

และแนวทางที่หก คือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงธุรกิจและการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนใน SDGs โดยการพัฒนาหลักสูตรของสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจ เพื่อผลิตนักลงทุนที่มีทักษะเพียงพอสำหรับการลงทุนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนา

ในท้ายที่สุด การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนผ่านการมีธรรมาภิบาลที่ดีในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความตระหนักถึง SDGs ส่วนการลงทุนของภาครัฐก็ยังคงมีความจำเป็น แต่อาจไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่จะบรรลุ SDGs ในทุกภาคส่วน ดังนั้น การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น จึงถือเป็นความท้าทายและเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายของอาเซียนต่อไป

 

 …………………………………………….

 

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

พันธ์รบ ราชพงศา

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 149 วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “รู้เขา รู้เรา รู้อาเซียน”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone