Home » Publication » มาเลเซียกับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุค Digital Economy

มาเลเซียกับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุค Digital Economy

นโยบายเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นความหวังใหม่ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เทคโนโลยีมีศักยภาพอย่างไร้ขีดจำกัด ข้อมูลมีการไหลเวียนอย่างอิสระ การนำนโยบาย Digital Economy ไปปรับใช้ในความเป็นจริงต้องคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ที่มีแผนพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการบริการด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคม (IT Hub)

มาเลเซียริเริ่มนโยบาย Digital Economy ตั้งแต่ปี 2012 โดยวางเป้าหมายให้ Digital Economy มีสัดส่วนอย่างน้อย 17% ของ GDP ภายในปี 2020 เพื่อขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติของสังคม เชื่อมโยงมาเลเซียกับสังคมโลกที่มีพลวัตได้อย่างทันท่วงที อันนำไปสู่การยกระดับรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนมาเลเซีย การปรับใช้นโยบาย Digital Economy ของมาเลเซียสะท้อนอยู่ในมาตรการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสาร (ICT) ที่เรียกว่า “Multimedia Super Corridor (MSC)” ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุน โดยนักลงทุนที่ได้สถานะ MSC จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินเป็นระยะเวลา 10 ปี เครื่องจักรหรือเครื่องมือที่นำเข้าจากต่างประเทศจะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร และนักลงทุนสามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือได้อย่างไม่จำกัดจำนวน นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้ปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการสื่อสารให้ทันสมัย เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวของ Digital Economy

นอกเหนือไปจากมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศเพื่อพัฒนามาเลเซียไปสู่ Digital Economy แล้ว รัฐบาลมาเลเซียยังคำนึงพลวัตของข้อมูลในยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในสังคม จึงตรากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Date Protection Act 2010 : PDPA) เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปแสวงประโยชน์ในทางมิชอบ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีเป้าหมายในการควบคุมการเก็บรวบรวม เก็บรักษาและเปิดเผยซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากกิจกรรมในเชิงพาณิชย์ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะพบว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับสากลตาม Guidelines Governing the Protection of Privacy and Transborder Data Flows of Personal Data ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ที่กำหนดให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล รวมถึงกำหนดให้ผู้เก็บรักษาข้อมูลมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ทำลายข้อมูล หรือนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบโดยบุคคลที่สาม

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ 3 ประการเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของมาเลเซีย

ประการแรก กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจำกัดขอบเขตการบังคับใช้เฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ หมายความว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกจัดเก็บโดยสถานศึกษาหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-profit organization) จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้

ประการที่สอง การจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยหน่วยงานรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่นจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อันก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนของขอบเขตการบังคับใช้ในกรณีรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐเป็นผู้ประกอบกิจการในเชิงพาณิชย์ ซึ่งตามหลักการจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ประการสุดท้าย กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดหน้าที่ดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ใช้ข้อมูล (Data user) ซึ่งหมายถึง บุคคลที่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีอำนาจควบคุมหรืออนุญาตการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ข้อมูล แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนดหน้าที่แก่ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data processor) ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ใช้ข้อมูล แต่ถ้าผู้ประมวลผลข้อมูลนำข้อมูลที่เก็บรักษาโดยผู้ใช้ข้อมูลไปแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ ผู้ประมวลผลข้อมูลก็จะมีสถานะเป็นผู้ใช้ข้อมูลซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

แม้ว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ครอบคลุมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรของรัฐเป็นผู้จัดเก็บ แต่ได้สะท้อนแนวคิดของมาเลซียถึงปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองผู้บริโภคที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันในการรับรู้ข้อมูลระหว่างฝั่งผู้ผลิตและผู้ให้บริการกับฝั่งผู้บริโภค รวมถึงอำนาจต่อรองของผู้บริโภคที่มีน้อยกว่าผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับดังกล่าวอาจสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการถึงความติดขัดในการดำเนินธุรกิจและต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น เนื่องจากผู้บริโภคไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่หากพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง การที่ผู้ประกอบการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัดย่อมแสดงถึงความซื่อสัตย์ในการดำเนินธุรกิจซึ่งจะสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

เมื่อมาเลเซียมุ่งมั่นที่จะใช้นโยบาย Digital Economy ในขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการให้ความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกบน Big Data ที่มีการเคลื่อนย้ายข้อมูลขนาดมหาศาลระหว่างประเทศ ประเทศคู่ค้าตะวันตกไม่สามารถกีดกันผู้ประกอบการมาเลเซียโดยอ้างมาตรฐานการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลได้ มาเลเซียจึงเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนหนึ่งที่น่าจับตามองในยุค Digital Economy

…………………………………………….

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

ปภาวดี ธโนดมเดช

นักวิจัย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 4 ฉบับที่ 173 วันอังคารที่ 13 มกราคม 2558

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone