Home » ITD News » “วีรศักดิ์” สั่งการให้ไอทีดีศึกษาผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 เน้นภาคเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว

“วีรศักดิ์” สั่งการให้ไอทีดีศึกษาผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 เน้นภาคเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว

“วีรศักดิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ไอทีดี ศึกษาถึงผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจการพาณิชย์จากวิกฤตโควิด-19 (COVID-19) เพื่อประเมินผลกระทบ ปัญหา อุปสรรค และโอกาสที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเกษตร และท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าผลการวิจัยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ยุติลงอย่างแน่นอน

 

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดการแถลงข่าว “การศึกษาวิจัยผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจการพาณิชย์จากวิกฤตโควิด-19” ในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563 ระหว่างเวลา 10.00 – 11.30 น. ณ ห้องกำแพงเพชรอัครโยธิน ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สนามบินน้ำ) นนทบุรี ว่าได้มอบหมายให้ไอทีดีทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหา อุปสรรค และโอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยให้มุ่งเน้นศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทย เช่น ข้าว ผลไม้ต่าง ๆ อาหารสำเร็จรูป ไก่ อาหารทะเล และภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร แฟรนไชส์ โลจิสติกส์ และดิจิทัลคอนเทนท์ ฯลฯ นอกจากนั้น การฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศยังวางเป้าหมายใหญ่ คือ เตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริโภคในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19

“ผมให้ไอทีดีทำการศึกษาเจาะลึกไปที่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เพราะเป็น 3 ภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า18 ล้านคน และผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 6 แสนคน ในประเทศไทยเองก็มีผู้ป่วยสะสมในประเทศกว่า 3,300 คน และผู้เสียชีวิตรวม 58 คน การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบอย่างมากทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากธนาคารโลก เมื่อปลายเดือนเมษายน 2563 ได้ประมาณการอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่อัตราติดลบร้อยละ 15 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์และประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยปี 2563 ไว้ในอัตราที่หดตัวโดยติดลบร้อยละ 5.3 ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ตรงกันกับข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะหดตัวอยู่ในอัตราที่ติดลบตั้งแต่ร้อยละ 5 ถึง 6 และเมื่อพิจารณาดูจากผลกระทบในแต่ละด้านแล้วทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม เป็นด้านที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายหนักมากที่สุด ขณะที่ผลกระทบในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเกษตรยังคงไม่ได้รับผลกระทบและความเสียหายมากเท่าสองมิติแรก แต่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในระดับที่รุนแรงไม่แพ้กัน”

นายวีรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่ากระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคเศรษฐกิจของไทย ทั้งมิติการค้าภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และเกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เมื่อวิกฤตโควิด-19 ได้ผ่านพ้นไป ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมามีความเข้มแข็งและความยั่งยืนอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและมีสัดส่วนแรงงานอยู่ในระดับสูง เช่น ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งมิติการจ้างงาน การค้าขายในประเทศ และการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ได้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม และใช้กลไกที่กระทรวงมีอยู่แล้ว เช่น พาณิชย์จังหวัด พาณิชย์ต่างประเทศ เสริมกับเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การค้าออนไลน์ แอปพลิเคชัน และหาแนวทางการเชื่อมโยงกลไกของกระทรวงพาณิชย์กับองค์กรภาคเอกชนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น
เช่น สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยทั้งในประเทศ
และการส่งออก รวมทั้งได้สั่งการให้พิจารณาของบประมาณเพิ่มเติมหากจำเป็นไว้สำหรับเกษตรกร
โดยกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะยังไม่หมดสิ้นไป แต่กระทรวงพาณิชย์ยังต้องเร่งเตรียมการเพื่อจะได้ขับเคลื่อนการค้าได้ทันที การฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ตรงกับปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบอย่างแท้จริง

การศึกษาผลกระทบจากสภาพปัญหา อุปสรรค และโอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจประเทศไทย โดยศึกษาเจาะลึก 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว จึงจะเป็นแผนงานเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับมาตรการต่าง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดูแลอยู่ เช่น 1) การประกันรายได้เกษตรกร 2) การดูแลราคาสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค 3) เร่งรัดการส่งออกสินค้าและบริการโดยเน้นส่งออกพืชผลทางการเกษตร บริการสินค้า OTOP สินค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ 4) เร่งรัดการเจรจาค้างท่อ เช่น ASEAN และ RCEP 5) เดินหน้าระบบ e-filing ต่อไป เพื่อให้การจดทะเบียนและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารของกระทรวงฯ 6) เร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ GI เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ 7) การผลักดันเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น Bio Green, Sharing, Creative Economy และการค้าออนไลน์ โดยสนับสนุน Start Up ส่งเสริม สนับสนุนให้ SMEs OTOP และแฟรนไชส์ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 8) ฟื้นฟูช่วยเหลือธุรกิจโชว์ห่วยให้เป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจ และ 9) การส่งเสริมพัฒนาธุรกิจภาคบริการเพื่อเพิ่มการแข่งขันของประเทศ เช่น สปา ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ เป็นต้น

“ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ไอทีดีทำการศึกษาวิจัย ในหัวข้อ“การศึกษาวิจัยผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจการพาณิชย์จากวิกฤตโควิด-19” เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการเสนอแนะเชิงนโยบายและการกำหนดมาตรการและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการพาณิชย์ (ภาคภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว) ให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญให้สามารถวางแผนฟื้นฟูกิจการและธุรกิจของตนได้หลังวิกฤตโควิด-19 (Post-COVID-19)” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone