Home » Publication » ศักยภาพและบทบาทเมียนมาร์ต่อ AEC (2)

ศักยภาพและบทบาทเมียนมาร์ต่อ AEC (2)

จากบทความครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงสถานะและบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของเมียนมาร์จากการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้เมียนมาร์ได้รับความไว้วางใจในการรับหน้าที่ประธานอาเซียนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยวางแผนจะดำเนินการตามความเร่งด่วนที่สำคัญ คือ การบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี ค.ศ. 2015 และเน้นที่จะพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมและสมาชิกใหม่มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเป็นประธานอาเซียนภายใต้สภาวะที่ต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาประเทศให้เจริญเทียบเท่าชาติสมาชิกอื่น เมียนมาร์จะมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอหรือไม่ที่จะดำเนินการตามเป้าหมายการเป็น AEC ในปี ค.ศ. 2015 ในบทความนี้จะนำเสนอข้อพิจารณานั้น

เมื่อวิเคราะห์ตามแผนบูรณาการด้านเศรษฐกิจภายใต้การดำเนินงานของอาเซียนเพื่อการเป็น AEC นั้น มีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ เป้าหมายที่ 1 การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เมียนมาร์ได้ดำเนินการตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 โดยลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าตาม CEPT-AFTA โดยเฉพาะในรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีที่ต้องลดภาษี (IL) ไปแล้วถึง 99.28% และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายการลงทุนและเงินทุน โดยการปฏิรูปกฎหมายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ กำหนดกลไกการระงับข้อพิพาททางธุรกิจ และเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน โดยยกเลิกระบบเดิมที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบ 2 อัตรามาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่มีการบริหารจัดการ

ซึ่งเป็นการดำเนินงานขั้นแรกของการปฏิรูปด้านการเงินซึ่งมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพต่อสถาบันด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการพยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านธุรกิจและการลงทุน ขจัดอุปสรรคทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคและการติดต่อสื่อสาร รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการและแรงงานฝีมืออย่างเสรี ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันดีที่เมียนมาร์เร่งพัฒนาและสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรีมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสของนักธุรกิจในอาเซียนที่จะเข้าไปค้าขายและลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกับเมียนมาร์มาอย่างยาวนาน

เป้าหมายที่ 2 การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เมียนมาร์มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่มากในปัจจุบัน ทั้งก๊าซธรรมชาติ เหมืองแร่ และน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญในอุตสาหกรรม โดยในปี ค.ศ. 2012 สินค้าภาคพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงสุด คือ 55% ต่อรายได้การส่งออกของประเทศทั้งหมด และการลงทุนในภาคพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 86% ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ทำให้เมียนมาร์มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในภาคธุรกิจดังกล่าวและมีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับเป้าหมายที่ 3 การทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน ซึ่งได้มีแผนการดำเนินงานเพื่อความริเริ่มในการรวมกลุ่มของอาเซียนและการลดช่องว่างการพัฒนานั้น เมียนมาร์ได้กำหนดการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ MPAC ของอาเซียน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับประเทศอาเซียนอื่น เนื่องจากในปัจจุบันเมียนมาร์ยังถือว่าเชื่อมโยงกับอาเซียนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอื่น

ประกอบกับตามการประเมินผลการดำเนินงานของ AEC (AEC Scorecard) ยังแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันเมียนมาร์ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งระบบการขนส่ง คมนาคม และโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม เมียนมาร์ยังมีศักยภาพอีกมากที่จะสร้างความเชื่อมโยงกับอาเซียนในระดับประชาชนสู่ประชาชน ผ่านการพัฒนาภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs และด้านการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นตลาดแรงงานขั้นต่ำที่สำคัญของอาเซียนในภาคการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม แต่เมียนมาร์ยังคงต้องพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานอีกมากและต้องเร่งแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าและการลงทุน จากสภาพปัญหาดังกล่าว เมียนมาร์จึงเริ่มให้ความสนใจและความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการสร้างความเชื่อมโยงกับอาเซียนด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน โดยเริ่มต้นจากการปรับปรุงด้านกฎระเบียบ ระบบธนาคารและการเงิน รวมถึงสารสนเทศ หรือเรียกว่าการพัฒนาในด้าน Soft infrastructure รวมถึงการพยายามปฏิรูปนโยบายโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในประเทศอาเซียน

เป้าหมายที่ 4 การเป็นภูมิภาคที่บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยดำเนินงานตามมาตรการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (CEP) เช่น ความร่วมมือกับประเทศเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า เมียนมาร์มีศักยภาพเป็นแหล่งเชื่อมโยงและดึงดูดการลงทุนที่สำคัญจากประเทศเอเชียตะวันออกมายังอาเซียน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งในปี ค.ศ. 2012 จีนได้กลายเป็นประเทศที่ลงทุนเป็นอันดับหนึ่งในเมียนมาร์ ทำให้เมียนมาร์กลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญลำดับต้น ๆ ในการบูรณาการด้านเศรษฐกิจของอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการปฏิรูปประเทศจะทำให้เมียนมาร์มีบทบาทและศักยภาพมากขึ้นต่ออาเซียน แต่ยังคงมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายที่เมียนมาร์ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ จากการประเมินในปี ค.ศ. 2010 ดัชนีชี้วัดสมรรถนะการปกครองของเมียนมาร์ยังอยู่ในระดับต่ำทุกด้าน และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในปี ค.ศ. 2011 แต่ก็ยังต้องเร่งปรับปรุงด้านกฎระเบียบและกฎหมาย การสร้างความพร้อมของเจ้าหน้าที่เมียนมาร์ในการประสานความร่วมมือกับรัฐมนตรีอาเซียนในการลงนามข้อตกลงต่าง ๆ และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าของอาเซียนที่ต้องปรับปรุงให้เป็นรูปแบบเดียวกัน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงงานไร้ฝีมือ

ทั้งนี้ มีงานวิชาการชิ้นหนึ่งของนักประวัติศาสตร์ Thant Myint-U จากหนังสือชื่อ “Where China Meets India” ได้พยายามให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการแก้ปัญหาข้างต้น โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายของเมียนมาร์ต้องดำเนินการใน 3 ประการ ได้แก่ 1) การกระจายความมั่งคั่ง ความมั่นคง และการปกป้องทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความยากจนและแก้ปัญหาตามแนวชายแดนที่เกี่ยวโยงกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ 2) ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่มากในประเทศอย่างยั่งยืน 3) ต้องสร้างความร่วมมือและแสวงหาบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่ออาเซียน เช่น เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศอื่นในอาเซียน เร่งดำเนินการตามแผนการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องกำหนดนโยบายต่างประเทศโดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมไปพร้อมกัน

สุดท้ายนี้ แม้ว่าการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมาร์จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบทบาทต่ออาเซียน และเป็นหมุดหมายสำคัญที่เมียนมาร์ต้องเร่งพัฒนาประเทศให้เทียบเท่ากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น เพื่อให้มีความพร้อมเอื้อต่อการเป็นประชาคมอาเซียนไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า การปฏิรูปที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์นั้นจะประสบความสำเร็จและยั่งยืนมากน้อยเพียงใด ผู้นำประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น รัฐสภาและกองทัพจะมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างไร ที่สำคัญจะแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยวิธีการใด ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นข้อท้าทายที่ผู้นำประเทศเมียนมาร์ต้องเร่งดำเนินการอีกมาก สำหรับแนวทางแก้ปัญหาและการพัฒนานั้น อาจจะประยุกต์จากแบบอย่างของประเทศอื่นที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จแล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเมียนมาร์ที่เพิ่งจะเริ่มเปิดประเทศสู่โลกภายนอก

 …………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

น้ำผึ้ง ทัศนัยพิทักษ์กุล

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 124 วันอังคารที่  กุมภาพันธ์ 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “รู้เขา รู้เรา รู้อาเซียน”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone