Home » Publication » สถานการณ์การลงทุนอาเซียน ปี 2556 – 2557

สถานการณ์การลงทุนอาเซียน ปี 2556 – 2557

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ตามรายงานการลงทุนอาเซียน ปี 2556 – 2557 จัดทำโดยสำนักเลขาธิการอาเซียนและการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) รายงานว่า FDI ไหลเข้าภูมิภาคอาเซียนในปี 2556 มีมูลค่า 122 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงทั่วโลก

ณ สิ้นปี 2556 FDI สะสมในภูมิภาคนี้มีมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมี FDI สะสมต่อหัวประชากร (FDI stocks per capita) อยู่ที่ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2543 เนื่องจากทุกประเทศในภูมิภาคนี้ใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สะท้อนพื้นฐานที่เข้มแข็ง สภาพแวดล้อมการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและมีกำลังซื้อในภูมิภาคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จากทั่วโลกเข้ามาลงทุน ทั้งการลงทุนใหม่และการขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และพัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค (Regional Production Network)

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นประกอบด้วย (1) อัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ (2) ตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้บริโภค 625 ล้านคน (3) มูลค่า GDP รวมกันเท่ากับ 2.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (4) แรงงานวัยหนุ่มสาวที่มีอยู่จำนวนมาก (5) จำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น (6) ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์สามารถเชื่อมโยงกับประเทศนอกภูมิภาคได้อย่างครอบคลุม

ประเทศที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนในอันดับสูงประกอบด้วย (1) ญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 (2) นักลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ทั้งนี้ ในปี 2556 มูลค่าการลงทุนของนักลงทุนอาเซียนในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 (3) เนเธอร์แลนด์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 (4) อังกฤษคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 (5) จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7

การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากที่มีมูลค่า 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2555 เป็น 41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2556 ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน นักลงทุนที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุนภาคอุตสาหกรรมข้างต้นประกอบด้วย นักลงทุนญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเกาหลี การลงทุนโดยตรงที่เพิ่มขึ้นได้สนับสนุนและนำไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาคให้เข้มแข็งขึ้น โดยในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์มีบริษัทข้ามชาติและบริษัทท้องถิ่นที่หลากหลายเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าภูมิภาคชัดเจนขึ้น ในรูปแบบการประกอบและการผลิตชิ้นส่วนซึ่งนำไปสู่การค้าปัจจัยการผลิตขั้นต้นและขั้นกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

องค์กรภาคธุรกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุนโดยตรงในภูมิภาคประกอบด้วย กลุ่มสยามซีเมนต์ของประเทศไทย ได้เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมกระดาษและบรรจุหีบห่อในอินโดนีเซีย รวมทั้งลงทุนอุตสาหกรรมผลิตซีเมนต์ทั้งในอินโดนีเซียและเมียนมาร์ กลุ่มธนาคาร CIMB ของมาเลเซีย ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนโดยการควบรวมกิจการและได้ขยายกิจการมายังประเทศไทย กลุ่ม Sime Darby ของมาเลเซีย ที่ได้ขยายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศอาเซียน กลุ่ม Semen อินโดนีเซีย ที่ได้ขยายการลงทุนไปยังเวียดนาม กลุ่มสหกรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่ม MK ของเมียนมาร์ รวมทั้งกลุ่ม Vinamilk ของเวียดนาม ที่ได้สัมปทานการผลิตในกัมพูชาซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ต้นปี 2558

สำหรับแนวโน้มปี 2557 ต่อเนื่องถึงปี 2558 ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จัดทำโดยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงหลายองค์กรได้ชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนยังคงสามารถรักษาความเชื่อมั่นในฐานะเป็นแหล่งรองรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอันดับต้น ๆ อันเป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการดำเนินการเพื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน (AEC) อย่างสมบูรณ์ในปี 2558 ซึ่งจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุนภายในภูมิภาค และการลงทุนในภาคบริการจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต

…………………………………………….

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

วิมล  ปั้นคง 

ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้ 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ Section : ธุรกิจ-ตลาด/ประชาคมอาเซียน

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4369 วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2558

หน้า B16 (ซ้าย) คอลัมน์ “เซียนอาเซียน” 

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone