Home » Publication » สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของอาเซียน

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของอาเซียน

ธนาคารโลก (World Bank) และสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้วิเคราะห์แนวโน้มและพัฒนาการด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Economic Inequality) ของบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรายงานในปี 2555 ระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังเผชิญกับแนวโน้มสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ อาเซียนมีความมั่งคั่งที่สูงขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าช่องว่างระหว่างกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรในระดับสูงและต่ำ จะยังคงอยู่ในระดับสูง กล่าวคือ กลุ่มประเทศรายได้สูงมีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่ากลุ่มประเทศรายได้ต่ำถึงประมาณ 15 เท่า แต่ช่องว่างดังกล่าวได้ทยอยลดความถ่างลงเรื่อยมาในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอีกประการที่ต้องตระหนักและหาแนวทางแก้ไขต่อไปคือ ความเหลื่อมล้ำภายในประเทศของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงจะประสบกับปัญหามากกว่ากลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า สิ่งนี้เป็นนัยแสดงว่า กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ในอัตราเร่งที่สูงกว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ

ตารางสถิติรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (GDP per Capita) และค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ (Gini Coefficients)

ของประเทศสมาชิกอาเซียน

รายชื่อประเทศ 

รายได้ต่อหัวประชากร 

(USD, 2554)

ค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ 

(ช่วงปี 2544-2547)

ค่าสัมประสิทธิ์จีนี่  

(ช่วงปี 2548-2554) 

สิงคโปร์ 50,0870.4600.476
บรูไน 40,3010.4130.413
มาเลเซีย 9,9770.4850.462
ไทย 5,3180.4180.394
อินโดนีเซีย 3,4950.3000.381
ฟิลิปปินส์ 2,3700.4610.430
เวียดนาม 1,3920.3680.356
สปป. ลาว 1,3030.3260.367
เมียนมาร์1,1440.300
กัมพูชา 8970.4190.360

ที่มา : ฐานข้อมูลของสหประชาชาติ (data.un.org); ฐานข้อมูลของธนาคารโลก (databank.worldbank.org); รายงานสถิติประชาคมอาเซียน ปี 2554

ข้อมูลและสถิติบางส่วนที่เกี่ยวข้องได้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานและระดับการพัฒนาที่แตกต่างและเหลื่อมล้ำกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ดังมีสาระสำคัญเบื้องต้นต่อไปนี้ จากสถิติในตารางพบว่า ประเทศสมาชิกมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านจำนวนประชากรและพื้นฐานทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ประเทศสมาชิกของอาเซียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 คือ ประเทศที่มีขนาดเล็กมาก ทั้งในเชิงจำนวนประชากรและขนาดของเศรษฐกิจ แต่ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวในระดับสูง (High Income) ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย สิงคโปร์ และบรูไน

กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศที่มีขนาดเล็ก แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง (Upper-middle Income) ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย มาเลเซีย และไทย

กลุ่มที่ 3 คือ ประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก แต่ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ (Lower-middle Income) เนื่องจากมีประชากรจำนวนมากเข้ามาขอแบ่งส่วนจากรายได้รวมของระบบเศรษฐกิจ หรือเป็นประเทศที่กำลังปรับบริบทและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการพัฒนา ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

กลุ่มที่ 4 คือ ประเทศที่ยังค่อนข้างล้าหลังทางการพัฒนา และมีรายได้ต่อหัวประชากรในระดับต่ำถึงต่ำมาก ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา

ขณะเดียวกัน ตารางยังได้แสดงสถิติค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ ซึ่งเป็นดัชนีทางเศรษฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงระดับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชากรภายในประเทศนั้นๆ (โดยเฉพาะในมิติของรายได้ หรือ Income Inequality) โดยในทางทฤษฎีนั้น ค่าสัมประสิทธิ์ดังกล่าวจะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 ค่าที่เข้าใกล้ 0 มากกว่า จะหมายถึงมีระดับความเหลื่อมล้ำในระดับต่ำ ขณะที่ค่าที่เข้าใกล้ 1 มาก ก็จะหมายถึงมีระดับความเหลื่อมล้ำที่สูง จากสถิติในตารางข้างต้นพบว่า ประเทศในภูมิภาคอาเซียนถือว่ามีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งก็คือมีค่าสัมประสิทธิ์ระหว่าง 0.35-0.48 แม้ว่าจะมีประเทศเมียนมาร์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ 0.30 แต่ก็เป็นข้อมูลในอดีตค่อนข้างนานแล้ว และไม่มีการสำรวจภายหลังจากนั้นเป็นเวลานานแล้ว

นอกจากนี้ หากพิจารณาระดับและพัฒนาการของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ พบว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และไทย ถือว่าประสบปัญหาค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากมีค่าสัมประสิทธิ์ที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่า 0.40 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในบรรดาประเทศเหล่านี้ มีเพียงฟิลิปปินส์เท่านั้นที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ขณะที่ไทยกับมาเลเซียมีพัฒนาการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ส่วนประเทศลาว เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ระหว่าง 0.35 ถึง 0.39 ซึ่งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มีความรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มประเทศก่อนหน้านี้ แต่หากมองที่พัฒนาการของการแก้ไขปัญหา จะเห็นว่าอินโดนีเซียและลาวมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ขณะที่เวียดนามมีพัฒนาการคงที่ แตที่น่าสนใจคือ กัมพูชามีพัฒนาการที่ชัดเจนมากที่สุด โดยค่าสัมประสิทธิ์ลดลงจาก 0.42 เหลือเพียง 0.36 จึงทำให้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า กัมพูชาได้ดำเนินนโยบายการพัฒนาในลักษณะอย่างไร ที่สามารถส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบสถิติข้างต้นกับของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 0.25-0.30 ก็ถือได้ว่า อาเซียนยังต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยอาจพิจารณากรณีศึกษาของบางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน เบลเยี่ยม และนอร์เวย์ ซึ่งมีนโยบายภาษีและสวัสดิการภาครัฐที่เข้มแข็ง และนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมในเชิงโอกาสด้านการออม การศึกษา และการสาธารณสุข เพื่อเรียนรู้บทเรียนจากการพัฒนา และสามารถนำมาปรับประยุกต์กับบริบทของอาเซียนตามความเหมาะสมได้

…………………………………………….

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

สดุดี วงศ์เกียรติขจร 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 135 วันอังคารที่ 22 เมษายน 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone