Home » Publication » สรุปสาระสำคัญของการสัมมนา “เกาะติดการเจรจาการค้าโลกที่บาหลี: ท่าทีและผลกระทบต่อไทย”

สรุปสาระสำคัญของการสัมมนา “เกาะติดการเจรจาการค้าโลกที่บาหลี: ท่าทีและผลกระทบต่อไทย”

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2557 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) และองค์การการค้าโลก (WTO) ร่วมกันจัดการสัมมนา เรื่อง “เกาะติดการเจรจาการค้าโลกที่บาหลี: ท่าทีและผลกระทบต่อไทย” ณ โรงแรมแอมโพเรียม สวีท เพื่อนำเสนอประเด็นสำคัญจากการประชุมรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 (Ministerial Conference – MC9) ระหว่างวันที่ 3 – 7 ธันวาคม 2556 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงสุดและมีรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกเข้าร่วมประชุม

นายปีเตอร์ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสจากองค์การการค้าโลกชี้แจงบทบาทและหน้าที่ขององค์การการค้าโลก ว่า องค์การการค้าโลกเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากองค์การระหว่างประเทศโดยทั่วไป เนื่องจากการจัดการภายในองค์การการค้าโลกเกิดขึ้นจากการริเริ่มของประเทศสมาชิก ประเทศสมาชิกตกลงกันเพื่อวางกฎ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักเลขาธิการองค์การการค้าโลกมิได้เป็นผู้กำหนดกฎ กติกาการค้าระหว่างประเทศ แต่มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อวางกฎ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดการค้าที่เสรีมากยิ่งขึ้น และเมื่อเกิดข้อพิพาท ประเทศสมาชิกสามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก

ปัจจุบันองค์การการค้าโลกมีสมาชิกทั้งหมด 159 ประเทศ โดยเยเมนจะเป็นประเทศต่อไปที่ได้รับการตอบรับเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก การเจรจาระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อกำหนดกฎ กติกาการค้าระหว่างประเทศมีมาแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง ในช่วงแรกเป็นการเจรจาจัดทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร (General Agreement on Tariff and Trade – GATT) อันมีผลบังคับใช้เฉพาะการค้าสินค้า ผลการเจรจารอบอุรุกวัย (Uruguay Round 1986 – 1994) ซึ่งเป็นการเจรจาครั้งที่ 8 ก่อให้เกิดความตกลงอื่น ครอบคลุมการค้าบริการ และมาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้น อย่างไรก็ดี ในการเจรจาครั้งที่ 9 รอบโดฮา (Doha Round 2001 – ปัจจุบัน) ประเทศสมาชิกไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นที่เจรจา จึงทำให้การเจรจารอบโดฮาชะงักงัน อันเป็นที่มาของการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ณ เมืองบาหลี เพื่อให้ประเทศสมาชิกเจรจาตกลงกันในประเด็นปลีกย่อย ภายใต้กรอบใหญ่ของการเจรจารอบโดฮา

นายปีเตอร์ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ที่เรียกสั้นว่า Bali package เป็นการเจรจาตกลงใน 4 ประเด็น ดังนี้ (1) การอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) (2) สินค้าเกษตร (3) ฝ้าย (4) การพัฒนา โดยในประเด็นสินค้าเกษตร ประเทศสมาชิกสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการสำรองสินค้าเกษตรโดยภาครัฐเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Public Stockholding for Food Security Purposes) ประเทศสมาชิกยอมให้ใช้มาตรการนี้ต่อไป แต่จะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอื่น และเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว โดยจะมีการเจรจาหาข้อยุติถาวรเกี่ยวกับการใช้มาตรการนี้ภายใน 4 ปี ส่วนประเด็นเรื่องการอุดหนุนสินค้าเกษตรเป็นประเด็นที่องค์การการค้าโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษ และมีเป้าหมายว่าจะลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรให้น้อยลง  โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2556 องค์การการค้าโลกแสดงความกังวลในนโยบายจำนำข้าวของไทยและนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของคอสตาริกาซึ่งอาจจะเป็นการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ขัดต่อข้อตกลงสินค้าเกษตร (Agreement on Agricultural) ขององค์การการค้าโลก ที่ประเทศพัฒนาแล้วสามารถอุดหนุนสินค้าเกษตรได้ไม่เกิน 5% ของมูลค่าตลาดสินค้าเกษตรในแต่ละปี ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถอุดหนุนสินค้าเกษตรได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสินค้าเกษตรในแต่ละปี ดังนั้นการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 จึงนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันของประเทศสมาชิกที่จะลดการอุดหนุนการส่งออก (Export Subsidies) และไม่มีมาตรการที่จะเพิ่มเพดานการอุดหนุนการส่งออกในอนาคต

นอกจากนี้ นายปีเตอร์ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการเจรจาภายใต้ระบบการค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลกว่า การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงในแต่ละครั้งประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกที่หลากหลาย เช่น กลุ่ม G20 กลุ่มประเทศพัฒนาน้อย (Least Developed Country – LDC) กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายในการเจรจาที่แตกต่างกัน การหาจุดร่วมระหว่างกลุ่มเพื่อประสานผลประโยชน์และบรรลุข้อตกลงร่วมกันย่อมเป็นไปได้ยาก หลังจากภาวะชะงักงันของการเจรจารอบโดฮา ประเทศสมาชิกจึงหันไปพึ่งพึงระบบการค้าแบบทวิภาคี เช่น การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement) หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Area –  FTA) ปัจจุบันประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกหลายประเทศผูกพันกับข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ ซึ่งสร้างปัญหาในการบริหาร เพราะเกิดความยุ่งยากซับซ้อนของกฎระเบียบทางการค้า โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ ทั้งในกรอบประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง และกรอบอาเซียนกับกลุ่มประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partner) เช่น ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ความยุ่งยากซับซ้อนของกฎระเบียบภายทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับอาจนำไปสู่วิกฤต “เส้นก๋วยเตี๋ยวพันกัน (Noodle Bowl Effect)” ภายในภูมิภาคอาเซียน

นายปีเตอร์ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ณ เมืองบาหลี เป็นสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้าพหุภาคีและบทบาทขององค์การการค้าโลกที่สามารถทำให้ประเทศสมาชิกบรรลุข้อตกลงทางการค้าเป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 10 – 15% และคาดว่าจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกเป็นมูลค่าระหว่าง 4 แสนล้าน – 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อไปในอนาคต

นางสาวพริ้วแพร ชุมรุม ผู้แทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ต่อประเทศไทย ว่า ข้อตกลงเรื่องอำนวยความสะดวกทางการค้า จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกจะต้องปฏิรูปกฎระเบียบด้านศุลกากร การท่า ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ผูกพันประเทศสมาชิกทุกประเทศ แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงบางส่วน หรือเลื่อนการปฏิบัติตามข้อตกลงบางส่วนออกไปได้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ตอบรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015

…………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

 ปภาวดี ธโนดมเดช

นักวิจัย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone