Home » Publication » เวียดนาม : โอกาสการลงทุนธุรกิจอาหารแปรรูปที่ไทยควรพิจารณา

เวียดนาม : โอกาสการลงทุนธุรกิจอาหารแปรรูปที่ไทยควรพิจารณา

“เวียดนาม” เป็นประเทศที่เป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งน่าจะส่งผลให้เห็นชัดเจน เวียดนามพึ่งพารายได้จากการส่งออกค่อนข้างสูง โดยเฉพาะส่งออกสินค้าไปยังยุโรป สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของประเทศ รวมไปถึงระดับการเปิดของระบบเศรษฐกิจต่อตลาดภายนอกประเทศอยู่ในระดับสูง ดังจะเห็นได้จากการนำเข้าสินค้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน เวียดนามยังมีปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการลงทุนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการมีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ประชากรในวัยแรงงานที่มีจำนวนมาก ค่าจ้างแรงงานที่ไม่สูงมาก มีความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค และยกระดับรายได้ของประชากร รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไปสู่การใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับเงินลงทุนต่างชาติและแข่งขันในตลาดโลกได้

จากสถิติด้านการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงปี 2555 พบว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่สำคัญที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด ประกอบด้วย จังหวัดบินห์เยือง (Binh Duoung) ทางตอนใต้ของเวียดนาม จังหวัดไฮฟง (Hai Phong) และจังหวัดดงใน (Dong Nai) ตามลำดับ และในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้เริ่มทยอยเข้าไปลงทุนในตลาดเวียดนามบ้างแล้ว โดยส่วนมากเป็นการร่วมลงทุนกับคู่ค้าในประเทศเวียดนามหรือการเข้าซื้อกิจการจากผู้ประกอบการเดิม และเป็นการลงทุนที่ตั้งภายในเขตส่งเสริมการลงทุนหลัก เช่น ฮานอยและโฮจิมินห์

อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป เป็นอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยต้องไม่มองข้าม เนื่องจากพื้นฐานด้านผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับไทย ทำให้ทั้งสองประเทศมีการขยายความร่วมมือและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ เช่น อัตราค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ และได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences: GSP) จากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึงผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยมีความสามารถในด้านการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และการจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ อีกหลายประการ เช่น การสนับสนุนของรัฐบาลในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ ทำให้คุณภาพการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้นจนทัดเทียมกับนานาประเทศ ส่งผลให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก ขณะที่ความต้องการสินค้าอาหารแปรรูปในเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประชากรมีจำนวนมากถึงราว 90 ล้านคน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) เป็นสำคัญ ประกอบกับการที่เวียดนามมีแนวโน้มพัฒนาเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในอนาคต หลังจากมีบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทผลิตอาหารแปรรูปจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว และส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองฮานอย นครโฮจิมินห์ และจังหวัดดานัง

สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปที่น่าจะมีโอกาสลงทุนมากที่สุดของไทย คือ อุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป เนื่องจากจำนวนโรงงานแปรรูปผลไม้ในเวียดนามยังมีไม่มาก และโรงงานส่วนใหญ่อยู่ระหว่างพัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงยังขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยส่วนมากยังเป็นผลไม้กระป๋องและผลไม้อบแห้ง ขณะเดียวกัน โรงงานแปรรูปผลไม้ยังขาดแคลนวัตถุดิบที่มีคุณภาพ นักลงทุนจึงสามารถนำเข้าผลไม้สดคุณภาพดีจากไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง และลำไย มาแปรรูปในเวียดนามได้ ซึ่งนักลงทุนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงเสรีการค้าภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เคลื่อนย้ายวัตถุดิบเข้ามาโดยปราศจากภาษีศุลกากร การขนส่งผลไม้สดจากไทยไปเวียดนามก็มีความสะดวกมากขึ้น โดยสามารถใช้เส้นทาง R12 ระยะทาง 1,383 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นกว่าและมีต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกกว่าเส้นทางขนส่งทางบกอื่นๆ รวมทั้งล่าสุด กลุ่มนักลงทุนจากภาคตะวันออกของไทยได้วางแผนที่จะเข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรในเวียดนามในโครงการก่อสร้างห้องแช่เย็นเยือกแข็งผลไม้ในนครโฮจิมินห์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้สดทั้งจากไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนนำไปแปรรูปเป็นผลไม้แช่แข็งส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลก ดังนั้น โอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูปในเวียดนามยังเปิดกว้างอย่างมาก การแปรรูปผลไม้สามารถเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ทั้งรูปแบบเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดและกิจการร่วมทุน โดยสามารถลงทุนได้แบบครบวงจรทั้งห่วงโซ่การผลิต และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ด้าน GSP จากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียได้ อันจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่นักลงทุนไทยได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน เพราะบริเวณแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถเป็นวัตถุดิบในการดำเนินกิจการของอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี หากสามารถจัดตั้งโรงงานแปรรูปบริเวณใกล้เคียง ก็จะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบและการดำเนินธุรกิจโดยรวม อันจะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้

…………………………………………….

Download

 

เรียบเรียงโดย

สดุดี วงศ์เกียรติขจร 

นักวิจัย 

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 158 วันอังคารที่ 30 กันยายน 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “อาเซียน Business Forum” 

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone