Home » Publication » แรงงานข้ามชาติ CLMV : ปัญหาที่อาเซียนต้องร่วมกันแก้ไข

แรงงานข้ามชาติ CLMV : ปัญหาที่อาเซียนต้องร่วมกันแก้ไข

ปรากฏการณ์แรงงานข้ามชาติสัญชาติกัมพูชาทยอยกลับประเทศเป็นจำนวนประมาณ 150,000 คน เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจ้างแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานของไทย อันเป็นสาเหตุให้ไทยได้รับการจับตามองจากต่างชาติว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนและค้ามนุษย์ ส่งผลถึงความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้บริบทของโลกปัจจุบันที่มุ่งเน้นการเปิดเสรีและการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและการรวมกลุ่มทางการค้า ทำให้ประเทศในภูมิภาคต่างๆ มุ่งเน้นการใช้นโยบายเคลื่อนย้ายสินค้าและเงินทุนอย่างเสรีไร้ข้อจำกัดมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสและปรับตัวรองรับความท้าทายจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจประเทศสมาชิกอาเซียนจึงต้องเร่งผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก และรวมทั้งต้องแสวงหาแหล่งผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำมากที่สุดเพื่อเพิ่มกำไรสูงสุด

แรงงานถือเป็นต้นทุนประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเพิ่มกำลังการผลิตและเป็นปัจจัยการผลิตที่นายจ้างหรือผู้ประกอบการอยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองสูงทั้งต่อการต่อรองเชิงนโยบายกับภาครัฐและการต่อรองกับแรงงานโดยตรง โดยเฉพาะแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน อาทิ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามที่ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีแรงงานเป็นจำนวนมากและรัฐบาลยังไม่มีนโยบายคุ้มครองแรงงานที่ดีเพียงพอ รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีนโยบายระยะสั้นที่ต้องการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเพิ่มการผลิตเพื่อการส่งออก ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นจึงย้ายฐานการผลิตมาประเทศเหล่านี้

สำหรับประเทศไทยที่มียุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ จึงมีความต้องการแรงงานเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่คนไทยไม่สนใจทำ เช่น กิจการประมง เกษตรกรรม และการก่อสร้าง เป็นต้น แรงงานข้ามชาติจำนวนมากจึงหลั่งไหลเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ได้รับรายได้มากกว่าการทำงานในประเทศตน ทำให้แรงงานเหล่านี้พร้อมอพยพเข้ามาทำงาน ถึงแม้ว่าจะลักลอบเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายและถูกเอารัดเอาเปรียบสารพัดก็ตาม

ความต้องการแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นและการย้ายถิ่นของแรงงานจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่หลายประเทศรวมทั้งไทยต้องเผชิญมานานนับทศวรรษ ทั้งปัญหาด้านความความมั่นคง การขาดการคุ้มครองทางสังคมที่มีคุณภาพส่งผลให้เกิดภาวะความเสี่ยงของการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนในการจ้างงานและอาจส่งผลให้ขาดผลิตภาพในการผลิตเนื่องจากแรงงานข้ามชาติมีทักษะต่ำถึงแม้ว่าประเทศไทยได้พัฒนาระบบบริหารแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง และตระหนักว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องรีบแก้ไขโดยระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) โดยกำหนดนโยบายต่างๆ เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลแรงงาน จัดทำแผนพัฒนาทักษะแรงงานข้ามชาติเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศและอนุภูมิภาค เป็นต้น

ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตระหนักและต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากการวมกลุ่มกันเป็นประชาคมอาเซียนได้นั้นต้องมีรากฐานที่สำคัญโดยพัฒนาคน โดยเฉพาะพัฒนาประชาชนในอาเซียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนงานเสาหลักที่สาม คือ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ อาทิ ให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่น รวมถึงพัฒนาทักษะและการจ้างงานที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม เคารพในสิทธิมนุษยชน และลดช่องว่างการพัฒนาของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาเซียนได้จัดตั้งกลไกว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ในปี 2547 และในปี 2550 อาเซียนได้ให้ความเห็นชอบต่อปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานตามปฏิญญาดังกล่าว เพื่อเรียกร้องให้ประเทศที่รับแรงงานข้ามชาติใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมสวัสดิการทางสังคม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานข้ามชาติ และมีการจัดเวทีหารือว่าด้วยแรงงานข้ามชาติทุกปีตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

แต่ประเด็นด้านแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับความสนใจและขาดการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เพราะประเด็นด้านแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นที่หาข้อสรุปในการแก้ปัญหาได้ยาก ทุกประเทศต่างมุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ให้ได้ในปลายปี 2558 ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจังจนนำไปสู่การละเลยซึ่งอาจจะทำให้อาเซียนกลายเป็นประชาคมที่มีรากฐานไม่แข็งแรง เพราะประชาชนขาดความเข้าใจและไม่เคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนร่วมประชาคมจนอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ เปรียบดั่งกับต้นไม้ที่รากแคระแกร็นและอาจล้มได้ในอนาคต

เพื่อให้อาเซียนเป็นประชาคมที่อยู่รอดอย่างยั่งยืน สมาชิกทุกประเทศต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยผลักดันการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและบังคับใช้ให้ปฏิบัติร่วมกัน ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจตามที่กล่าวไว้ในรายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี 2557 จัดทำโดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย อาทิ การปรับปรุงระบบการจดทะเบียนและทำให้แรงงานข้ามชาติมีสถานภาพตามกฎหมาย และจัดการด้านเอกสารหลักฐานอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกแสวงหาประโยชน์และละเมิดสิทธิมนุษยชน การวางแผนโครงสร้างการบริการทางสังคมควรให้ครอบคลุมแรงงานข้ามชาติ และจัดทำแผนงานฝึกอบรมและยกระดับทักษะฝีมือแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญต้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน ทั้งประโยชน์ของการมีแรงงานข้ามชาติ ความแตกต่างด้านเชื้อชาติและภาษา และการอยู่ร่วมกันโดยเคารพสิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์และฐานะประชาชนอาเซียนในอนาคต

 

 …………………………………………….

 

 

Download

 

เรียบเรียงโดย

น้ำผึ้ง ทัศนัยพิทักษ์กุล

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)

new.itd.or.th

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : ASEAN+

ปีที่ 3 ฉบับที่ 145 วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2557

หน้า 1 คอลัมน์ “รู้เขา รู้เรา รู้อาเซียน”

Share :
Share on FacebookTweet about this on TwitterEmail this to someone