บทความวิชาการ

ถอดรหัสกับดักหนี้ ‘ประเทศกำลังพัฒนา’

เกี่ยวกับเอกสาร

ปริมาณหนี้สาธารณะของโลก (Global Public Debt) ในปี 2024 มีมูลค่าสูงถึง 102 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ  เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ปริมาณหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกว่า 3 เท่า มีมูลค่าราว 31 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

รายงาน “A World of Debt Report 2025” เผยแพร่โดย UNCTAD ชี้ให้เห็นว่าในปี 2024 ภูมิภาคเอเชียมีปริมาณหนี้สาธารณะรวมสูงกว่า 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 24% ของมูลค่าหนี้สาธารณะทั้งโลก สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ IMF ตรงที่ปริมาณการกู้ยืมภาคเอกชนลดลงแต่การกู้ยืมภาครัฐกลับเพิ่มสูงขึ้น สัดส่วนหนี้ทั้งหมดต่อ GDP ทั้งโลกพุ่งสูงถึง 235%  

ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียกลับพบต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าในภูมิภาคอื่น ระหว่างปี 2020-2025 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yields) เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 5.5% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในภูมิภาคละตินอเมริกาและแอฟริกาได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 7.1% และ 9.8% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ปริมาณหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแอฟริกากลับมีน้อยกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียกว่า 19%

ตั้งแต่ปี 2020 พบว่าประเทศกำลังพัฒนากู้ยืมเพิ่มกว่า 2-4 เท่า สูงกว่าการกู้ยืมของสหรัฐฯ ที่แต่เดิมกู้ยืมมากที่สุดในโลก ปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนาชำระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมไปแล้วกว่า 9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดอกเบี้ยที่ชำระไปมีมูลค่าสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 10% ประเทศกำลังพัฒนากว่า 61 ประเทศต้องจัดสรรงบประมาณกว่า 10% เพียงเพื่อชำระดอกเบี้ยกู้ยืม และจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนาต้องจัดสรรงบประมาณของรัฐเพื่อชำระหนี้สาธารณะ คิดเป็น 6.5% เทียบเท่ากับมูลค่าการส่งออกโดยเฉลี่ย รายงานเผยสัดส่วนหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโตเร็วกว่า GDP โดยมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ 54% ระหว่างปี 2020-2024 สะท้อนข้อเท็จจริงว่าสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น ยังไม่นับต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้นสืบเนื่องจากการขึ้นภาษีทั่วโลก  

เหตุที่ปริมาณหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศเอเชียมีสูงมากกว่าอีกหลายภูมิภาคส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการกระจายแหล่งกู้ยืมไปยังแหล่งกู้ยืมภายนอก (Private Creditors) ซึ่งแต่เดิมประเทศกำลังพัฒนามักดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (Multilateral Development Banks) หรือผ่านประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแบบทวิภาคี (Bilateral Donors) ซึ่งการให้ความช่วยเหลือทั้งสองกลุ่มมักอยู่ในรูปแบบเงินกู้ผ่อนปรน (Concessional Finance) ดอกเบี้ยต่ำและมีสัดส่วนเงินให้เปล่าอยู่ที่ประมาณ 25% จากยอดเงินกู้ยืม

ขณะที่การกู้ยืมจากแหล่งทุนภายนอก (Private Creditors) ได้แก่ แหล่งเงินทุนทางเลือกนอกตลาด หรือตราสารหนี้นอกตลาดเป็นอีกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนไม่แพ้ไปกว่าในสองรูปแบบแรกและได้เงินเร็วกว่า แต่มีความท้าทายหลายประการ เช่น เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันอย่างการปิดเส้นทางลำเลียงพลังงานและวัตถุดิบ นักลงทุนมักระแวงและถอนเงินออกไปยังแหล่งฝากเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่า ทั้งนี้ ต้นทุนการกู้ยืมแหล่งทุนภายนอกมีสูงกว่าและพบปริมาณการกู้ยืมสูงขึ้นไม่เพียงแต่ในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแต่รวมถึงในภูมิภาคละตินอเมริกาและแอฟริกา จากรายงานชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีสัดส่วนกู้ยืมจากแหล่งทุนภายนอกสูงราว 1,984 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่การกู้หรือการอนุมัติเงินให้เปล่า (grants) จากธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศมีเพียง 868 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศแบบทวิภาคีมีมูลค่าเพียง 470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การปฏิรูปสถาปัตยกรรมการเงินโลกเป็นประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนาพยายามเรียกร้องให้เกิดขึ้น ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ ได้แก่ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาในการปรับปรุงเกณฑ์ความยั่งยืนของหนี้ (Debt Sustainability Framework) และส่งเสริมหลักธรรมมาภิบาลเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถชำระหนี้ได้ดียิ่งขึ้น การเพิ่มปริมาณสภาพคล่องเมื่อเกิดวิกฤตค่าเงิน เช่น อนุมัติสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDRs) การเข้าถึงโควตากู้เงินด่วนสำหรับประเทศที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องฉับพลัน จัดสรรการเข้าถึงเงินกู้ผ่อนปรนเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ยจากการกู้ยืมแหล่งทุนภายนอกที่สูงกว่า ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาคให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่จมอยู่กับหนี้และสามารถจัดสรรรายได้ของรัฐเพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไป  

ผู้เขียน
พิพัฒพงศ์ ชูประสิทธิ์
นักวิชาการ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13211 วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top