บทความวิชาการ

จาก ‘ทุนวัฒนธรรมสู่เมืองนวัตกรรม’ บทเรียนสำหรับเศรษฐกิจไทย

เกี่ยวกับเอกสาร

ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง หากยังครอบคลุมถึงการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

แนวโน้มสำคัญประการหนึ่งคือ การเติบโตของแหล่งนวัตกรรมนอกเมืองหลวง โดยเมืองขนาดกลางและเมืองที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าด้วยกัน สะท้อนว่านวัตกรรมไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพและอัตลักษณ์เฉพาะตัว

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จึงริเริ่มรางวัล City of Innovation ในปี 2569 เพื่อยกย่องเมืองที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยมิได้พิจารณาเพียงความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เน้นแผนงานและคำมั่นในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เปิดโอกาสให้เมืองทุกขนาดแข่งขันบนพื้นฐานศักยภาพของตนเอง โดยการประเมินจะพิจารณาจาก ความทะเยอทะยานและผลกระทบที่คาดหวังจากแผนงาน ความสอดคล้องของวิสัยทัศน์กับบริบทของเมือง และความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 WIPO ประกาศเมืองที่ได้รับรางวัล ได้แก่ ชาร์เลอรัว ประเทศเบลเยียม ซึ่งเน้นนวัตกรรมและทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร ซึ่งมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ธุรกิจ และภาครัฐ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัย และการลงทุน แม้มีบริบทแตกต่างกัน แต่ทั้งสามเมืองมีจุดร่วมคือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เงินทุน และตลาด เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย จังหวัดลำพูนและจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับคัดเลือกเป็นสองใน 15 เมืองที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยลำพูนเสนอการต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนา โดยเฉพาะโคมล้านนา ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการฟื้นฟูเมือง ขณะที่ร้อยเอ็ดมุ่งพัฒนานวัตกรรมจากเครื่องดนตรีโหวด ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเปรียบเทียบแนวทาง จะพบว่าเมืองไทยใช้ทุนวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนา ขณะที่เมืองผู้ชนะให้ความสำคัญกับกลไกเชื่อมโยงการวิจัย การพัฒนาทักษะ การสนับสนุนธุรกิจ และตลาดอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายสำคัญคือกระบวนการหรือเครื่องมือในการเชื่อมโยงกลไกสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนทุนเหล่านั้นให้สามารถสร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลายพื้นที่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยว เทศกาล และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ขณะที่การสร้างตราสินค้า การบริหารทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูง ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก 

ประเทศไทยจึงควรพัฒนาเมืองนวัตกรรมจากจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างเทศบาล มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงเงินทุน ไปจนถึงการขยายตลาด โดยวัดความสำเร็จจากการเกิดของธุรกิจใหม่ รายได้ การจ้างงาน และประโยชน์ที่กระจายสู่ชุมชน มากกว่าจำนวนกิจกรรมหรือโครงการ

หัวใจของเมืองนวัตกรรมจึงมิใช่เพียงการมีทุนวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ แต่คือความสามารถในการเชื่อมโยงและเปลี่ยนทุนเหล่านั้นให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับเมืองรองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ผู้เขียน
กมล ปานม่วง
นักวิจัยชำนาญการ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 40 ฉบับที่ 13286 วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top