เกี่ยวกับเอกสาร
ภาคเกษตรอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จากข้อมูลสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมงมีมูลค่ารวมประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 9.6% ของ GDP อาเซียน และเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 93 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรของอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากโครงสร้างแรงงานที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลง และล่าสุดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของปัจจัยการผลิตภาคเกษตรที่สำคัญอย่างปุ๋ยเคมี
รายงานของ UNCTAD ชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งน้ำมันและปุ๋ยเคมี โดยหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ การชะงักของการขนส่งจึงผลักดันต้นทุนการผลิตปุ๋ยและค่าขนส่งให้สูงขึ้น เพิ่มความผันผวนของราคาอาหาร และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการค้าสินค้าเกษตรของอาเซียน
ในเชิงโครงสร้าง อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากนอกภูมิภาคในระดับสูง โดยมีสัดส่วนกว่า 82% โดยไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่เด่นชัด ทั้งนี้ ไทยไม่มีวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับการผลิตแม่ปุ๋ย จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ปุ๋ยที่นำเข้าส่วนใหญ่แบ่งเป็นแม่ปุ๋ยประมาณ 66% และปุ๋ยสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปประมาณ 34% ซึ่งถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก และมีการส่งออกในสัดส่วนเล็กน้อย
โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนและราคาปุ๋ยของไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น กัมพูชาและเมียนมา ก็เผชิญความเปราะบางในลักษณะคล้ายคลึงกัน เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยเคมีภายในประเทศอย่างจำกัด และต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด สถานการณ์นี้จึงตอกย้ำความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอาเซียนต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
ความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าและการชะงักของการขนส่งปุ๋ยจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาจังหวะเวลาการใช้ปุ๋ยของภาคเกษตรในอาเซียน อ้างอิงจากการวิเคราะห์โดย S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) มหาวิทยาลัย Nanyang Technological สิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าช่วงเดือนมีนาคมถือเป็นช่วงสำคัญของการเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งอยู่ในระยะที่ต้องใช้ปุ๋ย ขณะเดียวกัน พืชอื่นที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ข้าวโพด (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม) ถั่วเหลือง (อินโดนีเซีย เวียดนาม) และอ้อย (ฟิลิปปินส์ ไทย) ต่อเนื่องเข้าสู่เดือนเมษายนความเสี่ยงยังคงขยายตัวครอบคลุมพืชหลักหลายชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อย และมันสำปะหลังในหลายประเทศของอาเซียน
การหยุดชะงักของการนำเข้าปุ๋ยมีแนวโน้มส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาปุ๋ยที่ปรับสูงขึ้น เกษตรกรย่อมลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนกลับเป็นผลผลิตที่ลดลงในรอบถัดไป ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังกระทบต่อขีดความสามารถในการค้าสินค้าเกษตรของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก
ดังนั้น การรับมือในระยะสั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนควรกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยเคมีไปยังประเทศคู่ค้าใหม่มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนและความผันผวนของราคา ขณะที่ในระยะยาวจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการใช้เกินความจำเป็น รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร ตลอดจนการเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาปุ๋ยโลกและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคเกษตรอาเซียนในระยะยาว
ผู้เขียน
ณัฐจารีย์ เพ็ชรร่วง
นักวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13151 วันพุธที่ 29 เมษายน 2569
หน้า 23 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



