บทความวิชาการ
view 309 facebook twitter mail

การทูตอาหาร กับการส่งออกสินค้าเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

เกี่ยวกับเอกสาร

โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญความท้าทายจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก จนทำให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” กลายเป็นวาระแห่งความมั่นคงของหลายประเทศ

อาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตรเพื่อการค้า แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองและความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ประเทศที่สามารถส่งมอบอาหารได้อย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้ ย่อมได้รับความไว้วางใจในฐานะหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก

ประเทศไทยได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะ “ครัวของโลก” จากศักยภาพการผลิตข้าว ไก่ ผลไม้ อาหารทะเล และอาหารแปรรูปที่มีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้แนวคิดการส่งออกอาหารต้องปรับจากการมุ่งสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับประเทศที่มีความต้องการนำเข้าอาหารเพื่อความมั่นคงของประชาชน

นี่คือหัวใจของ “การทูตอาหาร” (Food Diplomacy) ที่ใช้ความร่วมมือด้านอาหารเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่กัน

อย่างไรก็ตาม การผลักดันการส่งออกจะเกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไม่ได้ รัฐบาลจึงควรประเมินศักยภาพของสินค้าแต่ละประเภทอย่างรอบด้าน สินค้าอาหารมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน ไก่ปรุงสุก ผลไม้แปรรูป และอาหารฮาลาล ควรได้รับการส่งเสริมการส่งออกอย่างเต็มที่

ขณะที่ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ หรือสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ข้าว ไข่ น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารสำหรับภาวะฉุกเฉิน ควรมีการบริหารปริมาณอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญวิกฤติด้านอาหาร

ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศที่ควรเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด แต่ควรเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการนำเข้าอาหารในระดับสูง เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และประเทศหมู่เกาะที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด ประเทศเหล่านี้กำลังแสวงหาพันธมิตรที่สามารถส่งมอบอาหารได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สัญญาระยะยาว

เห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการยกระดับบทบาทจาก “ผู้ขายสินค้า” ไปสู่ “ผู้สร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ประเทศคู่ค้า

ทว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก แต่ยังขาดกลไกบริหารความมั่นคงทางอาหารในระดับชาติอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่บริหารคลังสินค้าและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “คลังอาหารเชิงยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การบริโภค การส่งออก และการประเมินความเสี่ยงแบบบูรณาการ

ประเทศไทยจึงควรพัฒนาระบบคลังอาหารเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดระดับสำรองขั้นต่ำของสินค้าอาหารสำคัญ พร้อมใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการตัดสินใจด้านการส่งออกและการรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ

การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมด้านการผลิต การสำรอง การค้า และการทูตอาหาร

ในอนาคต การแข่งขันด้านอาหารจะไม่ได้วัดกันว่าใครผลิตได้มากที่สุด แต่จะวัดกันว่าใครสามารถส่งมอบอาหารได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเชื่อถือได้มากที่สุด

หากประเทศไทยสามารถบูรณาการนโยบายด้านการผลิต การสำรองอาหาร การส่งออก และการทูตเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะไม่เพียงรักษาสถานะ “ครัวของโลก” เท่านั้น แต่จะก้าวขึ้นเป็น “หุ้นส่วนความมั่นคงทางอาหาร” ที่สำคัญของภูมิภาคและของโลก ซึ่งจะสร้างทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงแห่งชาติ และความยั่งยืนให้แก่ประเทศในระยะยาว

ผู้เขียน
ร.ท. ดร.พันธ์รบ ราชพงศา
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13216 วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569
หน้า 12 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top