บทความวิชาการ

นโยบายเชิงพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

เกี่ยวกับเอกสาร

ในปัจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)” ซึ่งหมายถึงสภาวะของประเทศที่สามารถพัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำไปเป็นรายได้ปานกลางได้สำเร็จในเวลาไม่นาน (“รายได้” หมายถึง รายได้ประชาชาติต่อจำนวนประชากร) แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจหลังจากนั้นกลับชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศดังกล่าวต้องติดอยู่ในฐานะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางต่อไป

ประเทศไทยเลื่อนฐานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี 2519 อย่างไรก็ตามรายได้ต่อประชากรของไทยในปี 2567 ยังอยู่ที่ประมาณ 7,100 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือ ไทยติดอยู่ในฐานะประเทศรายได้ปานกลางมาแล้วถึงกว่า 50 ปี ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวถูกกำหนดโดยธนาคารโลก (World Bank) โดยเกณฑ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 กำหนดว่า การที่ประเทศใดจะอยู่ในกลุ่มของประเทศรายได้สูงได้นั้นต้องมีรายได้ต่อประชากรสูงกว่า 14,005 ดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยจึงยังถือว่ายังมีช่องว่างอย่างมากในการยกระดับไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงนี้

ทั้งนี้นอกจากความท้าทายในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” แล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ยังถือเป็นอีกความท้าทายสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ส่งผลต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศไทยคือการพัฒนาและการเติบโตของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมทั้งสิ้น 6 กลุ่ม ได้แก่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก (CWEC) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZs)

แต่ประสิทธิภาพในการเติบโตยังคงสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2565 พบว่า พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูงที่สุดถึง 2,698,343 ล้านบาท ในขณะที่พื้นที่ NEC มีมูลค่าน้อยที่สุดเพียง 516,819 ล้านบาท ซึ่งมีความแตกต่างกันกว่า 5 เท่า และในปี 2566 พื้นที่ EEC มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดที่ 379,766 ล้านบาท ในขณะที่ SEC มีมูลค่าการขอรับการลงทุนน้อยที่สุดเพียง 2,727 ล้านบาท เป็นต้น

ดังนั้นการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำ นโยบายเชิงพื้นที่ (Place-based policies)” มาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ที่กระจายตัวไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดย “นโยบายเชิงพื้นที่” นี้หากพิจารณาตามนิยามของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะมีความหมายถึงนโยบายที่มุ่งเป้าไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อย่างเฉพาะเจาะจงและตั้งใจ (Intentionally spatially-targeted) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพื้นที่นั้นได้ในระยะยาว

การออกแบบนโยบายดังกล่าวให้ความสำคัญถึงความอ่อนไหวเชิงบริบทในแต่ละพื้นที่ ที่มีความต้องการทรัพยากรและโอกาสที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของพื้นที่ที่ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่สำคัญในต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) มีการจัดตั้ง “กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund)” เพื่อให้ความช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงแก่พื้นที่และแรงงานที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แก่พื้นที่ที่ต้องทำอุตสาหกรรมถ่านหินหรืออุตสาหกรรมพลังงานแบบเดิมเป็นหลัก

ดังนั้น นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับคนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ หรือทุกสถานการณ์ (One Size Fits All) จึงอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรับมือกับวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่างกันไปในแต่ละจุด เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะการลดลงของประชากร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดึงศักยภาพและทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้อย่างตรงจุดเพื่อสร้างการเติบโตที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม ทั้งนี้ความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ต่อไปในอนาคต

ผู้เขียน
อาทิตย์ เสรีไพบูลย์ทรัพย์
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13236 วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569
หน้า 8 (ล่างซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top