บทความวิชาการ

ปลดล็อก ‘นวัตกรรมไทย’ สู้ศึกกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

เกี่ยวกับเอกสาร

การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “กำลังการผลิตคุณภาพใหม่” ซึ่งเน้นการใช้นวัตกรรมขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว เป็นหัวใจหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงภาคการผลิตดั้งเดิม แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีใหม่เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูกและภาคอสังหาริมทรัพย์

ภายใต้บริบทสงครามเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ แนวคิดดังกล่าวยังเป็น เกราะป้องกันการคว่ำบาตรและการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี จีนและมหาอำนาจต่างมุ่งส่งออกระบบนิเวศและมาตรฐานเทคโนโลยีของตนเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภายนอก และหันมาสร้างขีดความสามารถของตนเองอย่างเร่งด่วน

สมรภูมิที่แท้จริงในระเบียบเศรษฐกิจใหม่จึงเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านทุนไปสู่ “สงครามแย่งชิงคนเก่งระดับโลก” ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างเร่งสร้าง ดึงดูด และรั้งบุคลากรทักษะสูงในสายเทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในประเทศ ผ่านนโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี วีซ่าพิเศษ และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน R&D เนื่องจากคนเก่งระดับหัวกะทิคือปัจจัยชี้ขาดในการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

สำหรับประเทศไทย คอขวดสำคัญในการสร้างกำลังการผลิตคุณภาพใหม่คือ ระบบการศึกษาที่ยังล้าหลัง การพัฒนาคนไทยจำเป็นต้องปฏิรูปจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่การสร้างทักษะ STEM ความรู้เท่าทันดิจิทัล และการคิดวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อผลิตกำลังคนระดับมันสมองให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในภาคอุตสาหกรรม ไทยติดอยู่ในกับดักการรับจ้างผลิต (OEM) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำและเสี่ยงต่อการถูกทดแทน การข้ามผ่านกับดักนี้ต้องอาศัยการยกระดับขึ้นสู่การออกแบบและผลิตชิ้นส่วนขั้นสูง (ODM) ควบคู่กับการใช้เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนเพื่อบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อขยับตำแหน่งของประเทศไปสู่จุดที่มีมูลค่าสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ดี อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่รุนแรงที่สุดของไทยคือกฎหมาย ปรากฏการณ์ “Law is slow, Tech is fast” ทำให้นวัตกรรมใหม่จำนวนมากติดล็อกสุญญากาศทางกฎหมาย เมื่อหน่วยงานรัฐยึดกรอบการกำกับดูแลแบบเดิม นวัตกรรมที่ไม่มีกฎหมายเขียนรองรับจึงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถูกตัดโอกาสในการเปิดดำเนินงาน

วัฒนธรรมการกำกับดูแลที่เน้นการคุมความเสี่ยงเป็นศูนย์ ตลอดจนขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ซับซ้อน ได้สร้างภาวะหดตัวแก่เหล่านักวิจัยและผู้ประกอบการไทย เจ้าหน้าที่รัฐเลือกที่จะไม่อนุมัติเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศล่าช้า และทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน

ทางออกของประเทศจึงไม่ใช่การปฏิรูปกฎหมายแบบตั้งคณะกรรมการแก้ไขทีละฉบับ แต่คือการปฏิรูประบบการออกกฎหมายไปสู่ “Agile Governance” ภาครัฐต้องเปลี่ยนจากการเขียนกฎหมายล็อกเทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง ไปสู่การใช้หลักการกว้างๆ (Principle-Based) พร้อมบังคับใช้เงื่อนไขวันหมดอายุกฎหมาย เพื่อบังคับให้มีการอัปเดตกฎระเบียบให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การขยายพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) ไปสู่ทุกอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และการปรับใช้วัฒนธรรมกฎหมายแบบ “ราวกันตก” แทน “กำแพงปิดกั้น” จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมใหม่ได้รับการทดสอบความปลอดภัยจริง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยไม่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในระดับภูมิภาค ไทยและอาเซียนต้องปรับบทบาทจากผู้บริโภคไปสู่การเป็น “พันธมิตรร่วมนวัตกรรม” การรวมตัวกันเป็นบล็อกเทคโนโลยีแห่งอาเซียนเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางที่เชื่อมต่อได้กับทุกขั้วอำนาจ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ป้องกันการตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงทางเทคโนโลยีแบบเบ็ดเสร็จ และรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในสงครามภูมิรัฐศาสตร์

การเปลี่ยนผ่านระบบกฎหมายไปสู่ความยืดหยุ่นภายใน 3 ถึง 5 ปี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ภายใน 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า การตื่นรู้และลงมือปรับตัวอย่างจริงจังในวันนี้ จึงเป็นจุดชี้ชะตาอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติอย่างแท้จริง

ผู้เขียน
ร.ท. ดร.พันธ์รบ ราชพงศา
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและการวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 40 ฉบับที่ 13266 วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top