บทความวิชาการ
view 760 facebook twitter mail

EVFTA บทเรียนสำคัญจากเวียดนามสู่ยุทธศาสตร์การค้าไทยในตลาด EU

เกี่ยวกับเอกสาร

ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับเวียดนาม หรือ EVFTA ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development – OECD) ธนาคารโลก (World Bank) และ World Economic Forum (WEF) ว่าเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ในยุคที่ EU ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานแรงงาน และการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

EVFTA ส่งผลให้เวียดนามได้รับสิทธิ์เข้าถึงตลาด EU แบบลดภาษีนำเข้าหรือเป็นศูนย์ถึง 99% ของสินค้าส่งออก โดยผลักดันให้เวียดนามปฏิรูปกฎหมายแรงงานอย่างจริงจัง เช่น รับรองสิทธิการรวมกลุ่มแรงงาน การคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบาง และการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการ ซึ่ง OECD ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างแรงดึงดูดการลงทุนระยะยาวและวางรากฐานด้านความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานที่ตลาดโลกให้ความเชื่อถือ

World Bank ชี้ว่าการเพิ่ม FDI จาก EU ทำให้อุตสาหกรรมเป้าหมายของเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารทะเล การที่รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก โดยเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ส่งผลต่อการกระจายรายได้และการขยายโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

จุดเด่นอีกด้านคือการใช้ EVFTA เป็นเครื่องมือผลักดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่ง WEF ยกให้เวียดนามเป็น “SMEs Friendly Country” จากแผนงานจัดเวทีรับฟังข้อเสนอภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสื่อสารปรับตัวต่อมาตรฐาน CBAM การจัดอบรม และกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้อุตสาหกรรมรายย่อยของเวียดนามปรับตัวได้เท่าทันกับเทรนด์การค้าโลกในปี 2025-2030

EVFTA ไม่เพียงแต่เน้น ‘ด้านนโยบาย’ แต่สร้างระบบตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Third Party Verification หรือ กระบวนการตรวจสอบและรับรองสินค้าส่งออกของเวียดนามว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไม่เพียงลดต้นทุนซ่อนเร้นอย่าง Default Value จาก CBAM แต่ยังช่วยให้ธุรกิจเวียดนามพิสูจน์การลดคาร์บอนได้ทุกขั้นตอน โปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้ซื้อจาก EU

เวียดนามยังเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตและการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของ EU เห็นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เน้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบอัตโนมัติ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการตรวจสอบย้อนกลับที่สะดวกและโปร่งใส

ในอีกมิติหนึ่ง กลยุทธ์ของเวียดนามสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการ “ข้อมูล” เพราะการมีห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสช่วยรองรับมาตรการ CBAM และตอบโจทย์มาตรฐานโลก ผลลัพธ์คือทั้งองค์กรขนาดใหญ่และเล็ก ต่างสามารถแข่งขันและยกระดับสินค้าไปสู่ตลาด EU โดยไม่ถูกกีดกันจากข้อจำกัดใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล FTA และศูนย์บริการช่วยผู้ประกอบการปรับตัวในทุกภูมิภาค

หากเทียบกับกรณีไทย การเจรจา FTA กับ EU อาจต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจาก “เครื่องมือเปิดตลาด” สู่ “เครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ” โดยไทยควรเร่งปฏิรูปกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้เท่าทันกับมาตรฐาน EU ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประโยชน์แห่งชาติโดยรวม สร้างระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน มี Third Party Verification มีระบบบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใสในทุกขั้นตอน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ SMEs ควบคู่ไปกับการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล FTA และเวทีสื่อสารกับ SMEs ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนปรับตัวได้เท่าทันต่อมาตรการใหม่ของ EU

การยกระดับความสำเร็จของไทยให้เทียบเท่าเวียดนาม ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ โดยไทยควรสร้างวัฒนธรรมทางธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนและโปร่งใส ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในตลาด EU แทนที่จะพยายามตามให้ทันประเทศคู่แข่ง อีกทั้งต้องใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนในการขับเคลื่อนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบคาร์บอนและศูนย์ข้อมูล FTA ที่เข้าถึงได้จริง

นอกจากนี้ SMEs ของไทยควรได้รับการสนับสนุนในเรื่องการฝึกอบรมเกี่ยวกับ CBAM การรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมสร้างระบบประชาสัมพันธ์และเวทีสื่อสารรับฟังเสียงภาคธุรกิจที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง หากไทยสามารถพลิกโฉมเศรษฐกิจและเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจังตามกรณีศึกษานี้ ไทยก็จะสามารถสร้างโอกาสใหม่และความได้เปรียบในการเจรจา FTA กับ EU และบรรลุข้อตกลงได้ในที่สุด

ผู้เขียน
วรัญญา ยศสาย
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12971 วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

view 760 facebook twitter mail
Top