บทความวิชาการ
view 483 facebook twitter mail

ก้าวข้ามกับดักการพัฒนาด้วย Place-based Policy

เกี่ยวกับเอกสาร

โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากความท้าทายระดับมหาภาค ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร บริบทที่ผันผวนเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่ในระดับที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้การใช้รูปแบบการพัฒนาแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน

การพึ่งพานโยบายเศรษฐกิจแบบเหมารวม เพื่อหวังผลครอบคลุมทั้งประเทศ ไม่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนในระดับท้องถิ่นได้อีกต่อไป หากปราศจากการปรับตัว หลายพื้นที่ในประเทศอาจติดอยู่ใน “กับดักการพัฒนาระดับภูมิภาค” (Regional development trap) ที่สูญเสียพลวัตการเติบโตอย่างถาวร

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องนำ “นโยบายแบบอิงสถานที่” (Place-based policy) มาเป็นยุทธศาสตร์หลัก นโยบายนี้จะช่วยปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และลดความไม่สอดคล้องเชิงพื้นที่ระหว่างแรงงานกับภาคธุรกิจ

แนวทางของ OECD ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ประการแรก คือการมุ่งเป้าไปที่ศักยภาพของท้องถิ่นอย่างเจาะจง โดยใช้การคาดการณ์อนาคต (Foresight) มาร่วมวางแผน ประการที่สอง คือการสร้างความสอดคล้องของนโยบายข้ามภาคส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อน

ประการที่สาม คือการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดสรรทรัพยากรอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับขนาดของพื้นที่ และประการสุดท้าย คือการเสริมสร้างธรรมาภิบาลหลายระดับ ที่เชื่อมโยงรัฐส่วนกลางและท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

ประเทศจีนเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการประยุกต์ใช้นโยบายนี้ ผ่านการปฏิรูปที่เรียกว่า “Fang Guan Fu” (กระจายอำนาจ การกำกับดูแล และการให้บริการ) เมื่อปี พ.ศ. 2558 จีนลดการผูกขาดอำนาจจากส่วนกลาง เพื่อมอบอิสระให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นริเริ่มนวัตกรรม

กลไกสำคัญคือการบูรณาการระบบข้อมูล ด้วยการใช้ Big Data โดยมี “สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติ” (SAMR) เป็นฟันเฟืองหลัก เป้าหมายหลักคือการรวมหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลตลาดทั้งหมดไว้ในหน่วยงานเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง

นอกจากนี้ จีนยังจัดตั้ง “เขตนำร่องบูรณาการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน” 165 แห่งทั่วประเทศจีน โดยแต่ละแห่งใช้แนวทางที่แตกต่างกัน นโยบายนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดการส่งออกของเมืองที่ตั้งโครงการ แต่ยังกระจายความเจริญไปยังเมืองรอบข้างที่ไม่ได้อยู่ในเขตนำร่องอีกด้วย

ในบริบทของอาเซียน การบูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคให้เข้มแข็ง ต้องอาศัยนโยบายแบบอิงสถานที่ที่เชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน รัฐบาลในประเทศสมาชิกไม่ควรใช้เพียงมาตรการแข่งขันกันลดภาษีเพื่อแย่งชิงนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่ความสูญเปล่า (Race to the bottom)

อาเซียนควรเปลี่ยนมามุ่งเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับสินค้าและบริการสาธารณะในท้องถิ่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี โลจิสติกส์ และพลังงานสะอาดที่เชื่อมต่อกัน จะช่วยสร้างเครือข่ายห่วงโซ่มูลค่าที่แข็งแกร่งระดับภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย การก้าวข้ามกับดักการพัฒนา ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐอย่างจริงจัง และการกระจายอำนาจ พร้อมเสริมสร้างศักยภาพให้ “ผู้นำแบบอิงสถานที่” (Place-based leaders) ผู้นำเหล่านี้ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย

นอกจากนี้ ไทยควรยกระดับเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยผสานระบบการค้าไร้เอกสาร (Single Window) เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานออฟไลน์ การนำแนวคิดแบบ Fang Guan Fu มาลดทอนความซ้ำซ้อนของระบบราชการ จะช่วยลดต้นทุนและดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคต

ท้ายที่สุด หากประเทศไทยสามารถใช้นโยบายแบบอิงสถานที่ได้อย่างบูรณาการ และเข้าใจอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ไทยจะไม่เพียงลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ แต่จะผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่พร้อมเติบโตและปรับตัวรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างสง่างาม

ผู้เขียน
ร.ท. ดร.พันธ์รบ ราชพงศา
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13166 วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top