เกี่ยวกับเอกสาร
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระเบียบเศรษฐกิจโลกได้เผชิญกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในยูเครน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวได้บั่นทอนกลไกการค้าพหุภาคี และเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคโลกาภิวัตน์
สำหรับประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตสำคัญที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงกว่า 65% ของ GDP กำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตโลจิสติกส์โลกที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งมาตรการภาษีตอบแทนจากสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพทางการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม
จากรายงาน Global Trade Update ฉบับเดือนมกราคม 2569 โดย UNCTAD ระบุว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีผลต่อการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างรวดเร็ว โดยประมาณสองในสามของการค้าโลกภายในห่วงโซ่มูลค่ากำลังเปลี่ยนทิศทาง โดยบริษัทข้ามชาติมีการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงมากกว่าการลดต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ การลงทุนในภาคการผลิตอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง 150% ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม UNCTAD ระบุว่าไทยจะไม่สามารถรักษาประโยชน์จากกระแสนิยมการลงทุนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน หากยังคงพึ่งพาการผลิตในขั้นกลางที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ซึ่งประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง แรงงานมีทักษะที่สำคัญ และนโยบายการลงทุนระยะยาวที่ชัดเจน จะได้รับโอกาสในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
UNCTAD ได้เสนอกรอบการปรับตัวใน 3 มิติที่สำคัญ โดยมิติแรก คือการยกระดับห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain Upgrading) ซึ่งประเทศไทยควรพัฒนาไปสู่การผลิตที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
มิติที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ผ่านการบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและกลไกราคาคาร์บอนที่เป็นปัจจัยชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ในตลาดโลก
ควบคู่ไปกับมิติที่สาม คือการกระจายตลาดสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (South-South Trade) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักขนาดใหญ่ โดยมุ่งขยายฐานสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่ UNCTAD ระบุว่าสัดส่วนการส่งออกระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเองนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 57% ในปัจจุบัน
สภาวะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก นับเป็นความท้าทายที่บีบให้ไทยต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานตามแนวทางของ UNCTAD ผ่านนโยบายที่ชัดเจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ประเด็นสำคัญของไทยในปัจจุบันมิใช่การหลีกเลี่ยงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่เป็นการเปลี่ยนแรงกดดันดังกล่าวให้เป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์นี้จะเป็นปัจจัยชี้ขาดสถานภาพและบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกในทศวรรษหน้าต่อไป
ผู้เขียน
กมล ปานม่วง
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13136 วันพุธที่ 8 เมษายน 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



