บทความวิชาการ

ความท้าทายเชิงโอกาสของอุตสาหกรรมยาไทยจากการเจรจา FTA ไทย-EU

เกี่ยวกับเอกสาร

ในยุคระเบียบโลกใหม่ที่เผชิญวิกฤตความเสี่ยงรอบด้าน “ความมั่นคงทางยา” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสาธารณสุขอีกต่อไป แต่กลายเป็นวาระความมั่นคงแห่งชาติทั้งในมิติเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ยิ่งเมื่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ข้อตกลงนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างระบบสาธารณสุขและทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมยาไทยในอนาคต

ดุลยภาพระหว่างนวัตกรรมกับการเข้าถึงยา ข้อเสนอในกรอบความตกลง FTA ไทย-EU มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวดขึ้น หรือมาตรฐาน TRIPS-Plus เช่น การขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรและการผูกขาดข้อมูลทางยา ในมุมหนึ่งมาตรฐานเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยารักษาโรคใหม่ๆ ดึงดูดการลงทุนด้านการทดลองทางคลินิก และเปิดทางให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตามการยกระดับมาตรฐานดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ช่วงเวลาการผูกขาดตลาดยาต้นแบบยาวนานขึ้น กระทบต่อระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีราคาจับต้องได้ ส่งผลให้งบประมาณด้านยาของระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ และภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น การตระหนักรู้ถึงสองมิตินี้จึงสำคัญในการการเจรจาและคุ้มครองอุตสาหกรรมยาและประโยชน์ของประชาชน

การยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยาไทย ความท้าทายจากกรอบ FTA ถือเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ การพึ่งพาเพียงการผลิตยาเคมีสามัญขั้นพื้นฐานอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับไปสู่การผลิตยามูลค่าสูง เช่น ยาสามัญต่อยอด (Value-Added Generics) และการเตรียมความพร้อมสำหรับยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars)

นอกจากนี้ การลดอุปสรรคทางภาษีในการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (APIs) คุณภาพสูงจากยุโรป ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยสามารถปรับปรุงสูตรตำรับและลดต้นทุนวัตถุดิบลง ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิตสู่ระดับสากลจะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการผันตัวเป็นผู้รับจ้างผลิต (CMO) และส่งออกยาไปยังตลาดอาเซียนและระดับโลก

การเตรียมความพร้อมของระบบสุขภาพและประชาชน การสร้างความมั่นคงทางยาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายระดับ ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการพิจารณาอนุมัติขึ้นทะเบียนยาให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของยาที่มีความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการใช้กลไกทางกฎหมายสากล เช่น ข้อยกเว้น Bolar Exception เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและเตรียมผลิตยาสามัญล่วงหน้า ก่อนสิทธิบัตรยาต้นแบบจะหมดอายุ

ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขควรเร่งพัฒนาระบบการจัดซื้อยารวมระดับประเทศ และการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) เพื่อต่อรองราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาคประชาชน ควรสร้างความตระหนักรู้เรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของยาชื่อสามัญมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการลดภาระงบประมาณสุขภาพของประเทศในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยข้อมูลที่รอบด้านตลอดจนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม จะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการค้าการลงทุน และการรักษาความมั่นคงทางยาได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน
ปวีณ์นุช อุดมมณีธนกิจ
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13226 วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569
หน้า 12 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top