บทความวิชาการ
view 1517 facebook twitter mail

ยุทธศาสตร์การค้า ‘อาเซียน’ ในภาวะโลกไม่แน่นอน

เกี่ยวกับเอกสาร

จากระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน นิยามของคำว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก” ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยการสร้างความในการแข่งขันทางด้านราคาหรือการลดระยะเวลาในการส่งสินค้า อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่มีความซับซ้อนและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น

ประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงมีความจำเป็นต้องดำเนิน “ยุทธศาสตร์การค้าคู่ขนาน” ซึ่งประกอบไปด้วย 1. การใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าในระดับภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และ 2. การปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดจากตลาดมหาอำนาจทางการค้า เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าในระดับภูมิภาคที่สำคัญ ได้แก่ “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)” จากการที่กลุ่มประเทศด้านตะวันตกของโลก (Western World) ได้สร้างกฎระเบียบทางการค้าที่ซับซ้อนเข้มงวด ความตกลงทางการค้า RCEP ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุม 15 ประเทศ (กลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยถ่วงดุลปัญหาดังกล่าวได้ ผ่านการมีกฎระเบียบทางการค้าทางการค้าที่ผ่อนปรนมากกว่า และยังมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีศุลกากรสำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกที่ครอบคลุมสินค้ากว่า 90% รวมถึงการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีความยืดหยุ่น และมีการบูรณาการทางเทคโนโลยีระหว่างกัน

นอกจากนี้การมีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าแบบสะสมของ RCEP (RCEP Cumulative Rules of Origin) ที่อนุญาตให้สามารถนำวัตถุดิบและกระบวนการผลิตจากกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ มานับรวมเพื่อสร้างสถานะถิ่นกำเนิดให้กับสินค้าสำเร็จรูปได้ ถือเป็นกลไกที่สำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรได้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค และช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของห่วงโซ่อุปทานได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีทั่วไป ส่งผลให้สินค้าต่าง ๆ สามารถผ่านเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ได้ง่ายยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์ในไทยที่มีกระบวนการประกอบยานยนต์โดยใช้เหล็กจากประเทศญี่ปุ่น และส่วนประกอบรถยนต์อื่นจากกลุ่มประเทศอาเซียน ก็ยังคงมีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีได้

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดจากตลาดมหาอำนาจทางการค้า โดยในปี 2026 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการบรรจบกันของกฎระเบียบทางการค้าต่าง ๆ เช่น กรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นข้อบังคับพื้นฐาน มากกว่าการเป็นเพียงส่วนขยายของกิจกรรมเพื่อสังคมแบบเดิม ผู้ส่งออกต้องเผชิญกับกลไกทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน โดยการกำหนดราคาคาร์บอนกับสินค้านำเข้า โดยสินค้าส่งออกที่กระทบ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า

นอกจากนี้ข้อบังคับการรายงานความยั่งยืนขององค์กร (CSRD) ซึ่งกำหนดให้องค์กรต่าง ๆ ต้องประเมินแนวปฏิบัติด้าน ESG และผลกระทบด้านการเงินขององค์กร รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรนั้นส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร ข้อบังคับต่าง ๆ เหล่านี้ครอบคลุมขยายไปไกลกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยรวมถึงประเด็นทางสังคมที่ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ องค์กรจึงมีความจำเป็นต้องนำระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ครอบคลุมมาบังคับใช้ และต้องดำเนินการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จัดหาวัตถุดิบในทุกระดับสายการผลิต จะปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างครบถ้วน

ดังนั้น เพื่อให้ยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และยังคงรักษาตลาดของกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางการค้าเอาไว้ได้นั้น การดำเนิน “ยุทธศาสตร์การค้าคู่ขนาน” ของกลุ่มประเทศอาเซียนจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

ผู้เขียน
อาทิตย์ เสรีไพบูลย์ทรัพย์
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13141 วันพุธที่ 15 เมษายน 2569
หน้า 12 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top