เกี่ยวกับเอกสาร
รายงาน Asian Economic Integration Report (AEIR) 2026 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญว่า แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค แต่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง โดยมี “ภาคการค้า” และ “ห่วงโซ่มูลค่าโลก” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
รายงานระบุว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก โดยปัจจุบันภูมิภาคนี้มีสัดส่วนการค้าในห่วงโซ่มูลค่าโลกสูงถึง ใน 3 ของโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกจาก 9% ในปี 2000 ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 18% ในปี 2023 ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างเครือข่ายการผลิตที่ซับซ้อน รวมทั้งการเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นภายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม รายงาน AEIR 2026 ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ภาพรวมการเติบโตจะดูดี แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นผู้นำที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลางยังคงมีระดับการรวมกลุ่มที่ค่อนข้างต่ำและเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในระดับที่สูงขึ้น
ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน คือ “ความไม่แน่นอนระดับโลก” ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้ารูปแบบเดิม การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์นำไปสู่แนวคิดเรื่อง “Friend-shoring” หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่มีความเชื่อถือทางการเมืองร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานเดิมเริ่มเกิดการแตกตัว
ADB เตือนว่าความแตกแยกนี้อาจส่งผลเสียต่อประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งเดิมพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลาง เพราะหากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับมาตรฐานใหม่หรือเครือข่ายใหม่ได้ อาจติดกับดักอยู่ในกลุ่ม “บทบาทที่มีมูลค่าต่ำ” และสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวหน้าไป
ปัจจัยใหม่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าห่วงโซ่คุณค่า คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของการลงทุนด้านดิจิทัล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดในภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และฟินเทค (Fintech)
เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ สามารถพยากรณ์ความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งหรือการผลิตได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดวิกฤต
ประเด็นสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน คือ “การลดคาร์บอนในห่วงโซ่มูลค่าโลก” เนื่องจากในโลกยุคปัจจุบัน การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลกไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ
ประเทศในเอเชียต้องเร่งนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ในกระบวนการผลิต เนื่องจากคู่ค้าสำคัญอย่างสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน ซึ่งหากประเทศในเอเชียไม่ปรับตัว จะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นเพื่อให้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิกดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง ADB เสนอแนวทางนโยบาย 3 ประการ ประการแรก การสร้างความยืดหยุ่น โดยประเทศต่าง ๆ ต้องกระจายแหล่งวัตถุดิบและตลาดส่งออก ไม่พึ่งพาเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัย
ประการที่สอง ด้านความครอบคลุม โดยสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าโลกกระจายไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมอย่างทั่วถึง ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และประการสุดท้าย ด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งการลดกำแพงภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความร่วมมือระดับกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการใช้มาตรฐานร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ
รายงานนี้ยืนยันว่าการค้าและห่วงโซ่มูลค่าโลกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภูมิภาคเอเชีย ทว่าภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม และความเข้มแข็งของความร่วมมือภายในภูมิภาคเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเอเชียและแปซิฟิกสามารถก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ได้ ภูมิภาคนี้จะไม่เป็นเพียง “โรงงานของโลก” เท่านั้น แต่จะเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมและความยั่งยืนของโลก” ในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
ผู้เขียน
วิมล ปั้นคง
รองผู้อำนวยการ (วิชาการ)
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13161 วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



