บทความวิชาการ

ถอดรหัสความเสี่ยง ‘ธนาคารเงา’ ในอาเซียน

เกี่ยวกับเอกสาร

ภายใต้โลกาภิวัตน์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาคการเงินถือเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญและได้รับจับตามากขึ้น เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่ใช้เป็นเครื่องมือในการก่อสงครามด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเป็นต้นเหตุความผันผวนต่อระบบเศรษฐกิจโลกเนื่องจากเกิดการเก็งกำไรที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจจริง  โดยทั่วไปในภาคการเงินมีธนาคารพาณิชย์ที่มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินตัวกลางดั้งเดิมที่ถูกกำกับโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ  แต่ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนมาก นอกจากธนาคารพาณิชย์ที่ต้องดำรงบทบาทในการตัวกลางทางการเงินที่มีประสิทธิภาพแล้ว ธนาคารเงา (Shadow Banks) ก็ได้รับการกล่าวถึงและถูกจับตามากขึ้น

ธนาคารเงา ได้แก่ บริษัทสินเชื่อค้ำประกัน กองทุน hedge fund กองทุนรวมตลาดเงิน ตลอดจนสหกรณ์ออมทรัพย์  มีส่วนช่วยให้ผู้ฝากเงินมั่นใจว่าผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยที่ได้กลับมาจะคุ้มทุนและมีส่วนช่วยให้บริษัทและนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนนำเงินไปหมุนเวียนประกอบธุรกิจได้คล่องตัวยิ่งขึ้น  นอกเหนือจากการใช้บริการธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม  อย่างไรก็ตามนับวันธนาคารเงาได้ขยายรูปแบบการประกอบธุรกิจไปสู่การทำธุรกรรมกับบริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มอาหารและเกษตรที่ทำหน้าที่เสมือนธนาคารพาณิชย์ในระบบการเงินมากขึ้น 

รายงานจาก UN Trade and Development ปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า บริษัทค้าสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ ได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพาธนาคารเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอดีต หันมามุ่งทำธุรกรรมในตลาดอนุพันธ์เพื่อเก็งกำไรด้วยตัวเอง โดยอาศัยจังหวะที่ราคาอาหารโลกผันผวนและพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตมาเป็นเครื่องมือในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งวิธีการนี้กลายเป็นเกราะคุ้มกันความเสี่ยงทางการเงินให้กับบริษัท แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เหมือนซ้ำเติมให้ราคาอาหารโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ธนาคารเงาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลวิธีในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก โดยบริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์ได้นำสินทรัพย์คุณภาพต่ำนำมาจัดโครงสร้างใหม่เพื่อแปลงเป็นหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ จากนั้นจึงนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินชุดใหม่นี้ไปปล่อยเป็นสินเชื่อเพื่อสร้างผลกำไร

รายงานฉบับดังกล่าวเผยให้เห็นถึงมูลค่ามหาศาลของตราสารทางการเงินที่ถูกใช้เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ โดยนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา มูลค่าสินทรัพย์ที่ถือครองโดย ‘ธนาคารเงา’ ในตลาดการเงินโลกนั้น พุ่งสูงจนคิดเป็นสัดส่วนถึง 49.1% หรือเกือบ 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ในปี 2568 สินทรัพย์ของธนาคารเงาในตลาดการเงินโลกยังขยายตัวอย่างร้อนแรงถึง 8.5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่เติบโตเพียง 3.3% ถึงเกือบ 3 เท่าตัว

ความเสี่ยงจากการปล่อยกู้โดยไม่มีหลักประกันของธนาคารเงาอาจเป็นชนวนระเบิดเวลาที่นำไปสู่วิกฤตการเงินโลก หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้พร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่คล้ายกับ ‘วิกฤตซับไพรม์’ ปี 2551 ที่เริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ แล้วลุกลามจนระบบสถาบันการเงินพังทลาย  แม้ว่าในปัจจุบันโลกจะมีกรอบข้อตกลง Basel III ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออุดรอยรั่วไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยเดิม แต่ขอบเขตของกฎหมายนี้ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบกิจกรรมภายในของธนาคารเงาได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กลุ่มธนาคารเงากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ประกันภัยโควิด-19 กองทุนรวมหุ้น หรือแม้กระทั่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ที่ยังไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

แม้ว่ากรอบข้อตกลง Basel III ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยบังคับให้การปล่อยสินเชื่อต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันความเสี่ยงในอัตราที่สูงขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวกลับสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ในการบริหารความเสี่ยง  เนื่องจากกฎที่รัดกุมเกินไป ทำให้ธนาคารพาณิชย์เผชิญความยากลำบากในการปฏิเสธสินเชื่อแก่กลุ่ม SMEs ที่อาจมีหลักประกันไม่พอแต่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุน  นอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการตรวจสอบและอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega-Project Finance) ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนมีความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายเชิงนโยบายที่สำคัญของอาเซียนในปัจจุบัน จึงมิใช่เพียงการบังคับใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นการเติบโต หากแต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับความโปร่งใสของข้อมูลธุรกรรมนอกงบดุล และการปรับเปลี่ยนทิศทางการกำกับดูแลไปสู่กิจกรรมทางการเงินโดยตรง (Activity-based Regulation) พร้อมทั้งการพัฒนาช่องทางขับเคลื่อนเม็ดเงินที่ปลอดภัยสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสกัดกั้นการก่อตัวของความเสี่ยงเชิงระบบและประกันเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาคในระยะยาว

ผู้เขียน
พิพัฒพงศ์ ชูประสิทธิ์
นักวิชาการ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13191 วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569
หน้า 12 (ล่าง), 8 คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top