เกี่ยวกับเอกสาร
ขยะอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) หรือ e-waste เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กำลังกลายปัญหาที่น่าหนักใจของทั่วโลก จากลักษณะของ e-waste ที่ประกอบด้วยวัสดุที่ซับซ้อนและเป็นอันตราย การจัดการ e-waste อย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้สารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และไดออกซิน ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อมนุษย์
รายงาน Global E-waste Monitor 2024 ระบุว่า ในปี 2565 มี e-waste เกิดขึ้นถึง 6.2 ล้านตัน หรือราว 7.8 กิโลกรัมต่อคน มีเพียง 22.3% หรือ 13.8 ล้านตันเท่านั้นที่ถูกบันทึกว่ามีการเก็บและรีไซเคิลอย่างเป็นทางการ และคาดว่าในปี 2573 จะเกิด e-waste สูงถึง 82 ล้านตัน แต่จะถูกเก็บและรีไซเคิลอย่างเป็นทางการเพียง 20%
e- waste ที่ถูกจัดการนอกระบบการเก็บและรีไซเคิลอย่างเป็นทางการทำให้สารปรอท 58 ตันและพลาสติกที่มีสารหน่วงไฟโบรมีน 4.5 หมื่นตัน ถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธรรมชาติและสุขภาพมนุษย์
ปริมาณ e-waste ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแซงหน้าการรีไซเคิลไปเกือบ 5 เท่า เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การใช้และการบริโภคอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้น ตัวเลือกการซ่อมแซมที่จำกัด อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่สั้น และโครงสร้างพื้นฐานการจัดการ e-waste ที่ไม่เพียงพอ
ในขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมก็สร้าง e-waste โดยการเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อให้เกิด e-waste เช่น e-waste จากแผงโซลาร์ ที่คาดว่าจะมีปริมาณ 2.4 ล้านตันในปี 2573 และสถานการณ์ e-waste ก็ยิ่งน่ากังวลจากการใช้งาน EV ที่เพิ่มมากขึ้น
รายงานของ Ember ชี้ว่า ปี 2568 มียอดขาย EV สูงถึง 25% ของรถใหม่ โดยหลายประเทศสมาชิกอาเซียนมีสัดส่วนยอดขาย EV ต่อรถใหม่ในสัดส่วนที่สูงมาก สิงคโปร์สัดส่วนเกิน 40% เวียดนามมีสัดส่วนเกือบ 40% ไทยเองก็มีสัดส่วนยอดขาย EV เกิน 20% ทำให้ e-waste จาก EV ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะแบตเตอรี่ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบวางแผนจัดการในระยะยาว
แม้ว่าในระดับภูมิภาคอาเซียนจะยังไม่มีความร่วมมือในด้านการจัดการ e-waste โดยตรง แต่ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ยกเว้นติมอร์เลสเต ต่างเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของของเสียอันตราย ซึ่งมีภาคี 191 ประเทศ ครอบคลุมการเคลื่อนย้าย e-waste ข้ามพรมแดนให้ต้องประเทศส่งออกต้องแจ้งและได้รับความยินยอมจากประเทศนำเข้าหรือผ่านแดนล่วงหน้า
ปี 2565 e-waste ราว 5.1 ล้านตันถูกส่งข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากประเทศรายได้สูงที่คาดว่าส่ง e-waste ไปยังประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำถึง 3.3 ล้านตัน อนุสัญญาบาเซลจึงเป็นเกราะป้องกันอาเซียนจากการเป็นที่ทิ้ง e-waste รวมถึงกฎหมายและมาตรการภายในของประเทศสมาชิกที่ควบคุมหรือห้ามการนำเข้าขยะอันตรายและ e-waste
ถึงประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีความพยายามควบคุมการนำเข้า e-waste เช่น ไทยมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้า มาเลเซียมีคำสั่งศุลกากรห้ามนำเข้า e-waste สิงคโปร์ควบคุมการนำเข้าส่งออก e-waste อย่างเข้มงวดโดย National Environment Agency (NEA) แต่หลายประเทศก็ยังต้องเผชิญกับการลักลอบนำเข้า e-waste
นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญของไทยและอาเซียนคือ การจัดการ e-waste อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขาดความตระหนักของประชาชนและความไม่เข้มงวดของการจัดการ e-waste ทำให้ขยะเหล่านี้ถูกทิ้งรวมกับขยะมูลฝอยหรือถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสมจนเกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปี 2567 ไทยมีของเสียอันตรายจากชุมชน 6.86 แสนตัน ซึ่งรวมถึง e-waste ที่มีสูงถึง 4.46 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ของเสียอันตรายเหล่านี้มีการเก็บรวบรวมและจัดการอย่างถูกต้องเพียง 1.52 แสนตัน หรือ 22.1% เท่านั้น
อย่างไรก็ตามส่วนประกอบของ e-waste ซึ่งเป็นโลหะ เช่น ทอง ทองแดง เหล็ก เป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่และช่วยสามารถลดการขุดแร่ได้ โดยคาดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของโลหะที่อยู่ใน e-waste ทั่วโลกปี 2565 อยู่ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่จากการจัดการ e-waste สามารถทำให้เกิดวัสดุโลหะมือสองได้เพียง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น ส่วนที่เหลือสูญเสียไปกับการเผา การฝังกลบ หรือการจัดการที่ไม่ได้มาตรฐาน
การยกระดับการจัดการ e-waste อย่างเหมาะสมของไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างเข้มข้นและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัสดุโลหะมือสองที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจหมนุเวียนอย่างยั่งยืน จึงเป็นทางรอดเดียวในยุคสมัยแห่งอิเล็กทรอนิกส์นี้ มิเช่นนั้นอาเซียนคงถูกถมทับด้วย e-waste
ผู้เขียน
ภัชชา ธำรงอาจริยกุล (นักวิจัยอาวุโส)
พิชชาอร นุ่มฤทธิ์ (ผู้ช่วยนักวิจัย)
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13206 วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569
หน้า 8 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”



