บทความวิชาการ

‘เศรษฐกิจโลกยุค AI’ โอกาสและความท้าทายไทยและอาเซียน

เกี่ยวกับเอกสาร

ในศตวรรษที่ 21 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังก้าวขึ้นเป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ที่มีอิทธิพลไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต และอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผู้ชนะและผู้แพ้รายใหม่ของเศรษฐกิจโลก รายงาน Trade and Development Foresights 2026 ของ UNCTAD ระบุว่า การเติบโตของการค้าโลกในปี 2025 ได้รับแรงสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญจากสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์ประมวลผลสมรรถนะสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รายงาน Technology Convergence Report 2025 ของ World Economic Forum (WEF) ชี้ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการบรรจบกันของเทคโนโลยี’ (Technology Convergence Era) ซึ่งเกิดจากการผสานกันของ AI ควอนตัมคอมพิวติ้ง หุ่นยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานสะอาด และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ บริการ และห่วงโซ่มูลค่ารูปแบบใหม่ WEF อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบ 3C ได้แก่ Combination (การผสมผสานเทคโนโลยี) Convergence (การหลอมรวมของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่มูลค่า) และ Compounding (การขยายผลแบบทวีคูณผ่านระบบนิเวศธุรกิจ) ซึ่งสะท้อนว่าความได้เปรียบในอนาคตจะไม่ได้มาจากการครอบครองเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานTop 10 Emerging Technologies 2026 ของ WEF ซึ่งระบุว่า ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจำนวนมากกำลังก้าวข้ามจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และสร้างผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยนวัตกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ การตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Solutions) การกระจายอำนาจและการผลิต (Decentralization) เพื่อตอบสนองต่อการใช้งานมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง (achieve more for less)

มิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสำคัญที่ได้รับการจับตามอง ได้แก่ ระบบ Everything-to-Grid energy ที่เปิดโอกาสให้รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และศูนย์ข้อมูลสามารถส่งพลังงานกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้สูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการสกัดลิเธียมโดยตรง (Direct Lithium Extraction: DLE) จะช่วยลดเวลา ต้นทุน และการใช้น้ำในการผลิตแร่สำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

การเปลี่ยนแปลงยังครอบคลุมไปถึงมิติสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ทั้งการผลิตวัสดุทำความเย็นแบบแผ่รังสีที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ถึง 95% และเทคโนโลยีการกำจัดสารเคมีคงทนถาวร (PFAS) กำลังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ขณะที่เทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) ซึ่งเปลี่ยนจุลินทรีย์ให้เป็นโรงงานผลิตโปรตีน เอนไซม์ และยา การส่งยาด้วยเอ็กโซโซม (Exosome Drug Delivery) และวัคซีนมะเร็งชนิด mRNA เฉพาะบุคคล กำลังปฏิวัติระบบสาธารณสุขด้วยการรักษาที่แม่นยำมากขึ้น  การจำลองระดับควอนตัมเพื่อการค้นพบยาจะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนายาใหม่ได้อย่างมหาศาล  เทคโนโลยี World Models กำลังยกระดับ AI ให้สามารถเข้าใจและคาดการณ์พฤติกรรมของโลกจริงได้ลึกซึ้งกว่าเดิม พร้อมกับการพัฒนาระบบเข้ารหัสแบบแลตทิซ (Lattice-based Cryptography) ที่กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม

ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม ประเทศที่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สร้างบุคลากรทักษะสูง และพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง จะสามารถดึงดูดการลงทุนและก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของโลกได้

สำหรับอาเซียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ภูมิภาคนี้มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกและได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ China+1 แต่หากยังพึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นเพียงอย่างเดียว ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศที่สามารถประยุกต์ใช้ AI และระบบอัตโนมัติได้รวดเร็วยิ่งกว่า

หลายประเทศในภูมิภาคจึงเริ่มกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่อย่างชัดเจน มาเลเซียกำลังวางตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ของโลก ขณะที่สิงคโปร์เลือกสร้างความได้เปรียบผ่านการเป็นผู้นำด้าน AI Governance และ Digital Trade ด้วยการพัฒนากรอบกำกับดูแล AI และผลักดันความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลกับหลายประเทศ

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และเทคโนโลยี แม้ไทยยังมีจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และโลจิสติกส์ แต่ความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยง AI เข้ากับกระบวนการผลิต การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนั้น ไทยควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งศูนย์ข้อมูล คลาวด์ และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรียุคใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI และส่งเสริม Green-AI Economy ที่ผสานเทคโนโลยีกับพลังงานสะอาดและเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะใช้ AI อย่างไร” แต่คือ “จะวางตำแหน่งตนเองอย่างไรในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ที่ AI กำลังสร้างขึ้น” ในโลกที่ AI กำลังหลอมรวมกับพลังงาน เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และระบบดิจิทัล ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป หากแต่วัดจากศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม เชื่อมโยงเทคโนโลยี และพัฒนาเศรษฐกิจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ของโลกได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน
น้ำผึ้ง ทัศนัยพิทักษ์กุล
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13196 วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top