บทความวิชาการ

อุตสาหกรรมยาไทย : ก้าวสู่ศูนย์กลางการแพทย์เอเชีย

เกี่ยวกับเอกสาร

อุตสาหกรรมยาของประเทศไทยถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบสาธารณสุข และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2568-2570 มูลค่าตลาดยาในประเทศจะเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี โครงสร้างอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ 90% เป็นการผลิตยาสามัญ (Generic drug) เพื่อบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีช่องทางการกระจายยาหลักผ่านโรงพยาบาลซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของมูลค่าทั้งหมด

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น  อย่างไรก็ตามแม้ทิศทางของตลาดในประเทศจะมีการเติบโตที่ชัดเจน แต่อุตสาหกรรมยาไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมทั้งในด้านบวกที่ช่วยสนับสนุน และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ท้าทายหลายประการ

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยาไทยมาจากโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเป็นแรงบวกที่สำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Pharma Tech เช่น การประยุกต์ใช้ AI เป็นปัจจัยเร่งในการพัฒนาสูตรยาให้มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และสามารถคาดการณ์ผลข้างเคียงจากการทดลองทางคลินิกได้มากขึ้น รวมถึงข้อมูลขนาดใหญ่ทางการค้าแพทย์ที่ตอบโจทย์การรักษาที่เฉพาะเจาะจงรายบุคคลได้มากขึ้น โดยการพัฒนายาโดยอาศัยยีนส์ของแต่ละบุคคลมาประกอบกับข้อมูลสุขภาพอื่นมาช่วยรักษา ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยา

ในทางกลับกัน ปัจจัยท้าทายที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ผู้ผลิตไทยยังขาดศักยภาพในการผลิตยาที่ซับซ้อน และต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (APIs) จากต่างประเทศสูงถึง 90% ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการผลิตมีความผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนและราคาตลาดโลก อีกทั้งยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากยานำเข้าราคาถูกจากประเทศจีนและอินเดีย นอกจากนี้ การยกระดับมาตรฐานการผลิตไปสู่ระดับสากล เช่น มาตรฐาน GMP-PIC/S และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero แม้จะเป็นผลดีในระยะยาว แต่ในระยะสั้นกลับสร้างภาระต้นทุนที่สูงมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน บทสรุปของอุตสาหกรรมยาไทยในปัจจุบันจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การจะก้าวข้ามข้อจำกัดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการยกระดับจากการผลิตยาสามัญขั้นพื้นฐานไปสู่การวิจัยและพัฒนายาต้นแบบ หรือยาชีววัตถุที่มีความซับซ้อนและมูลค่าสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมีบทบาทในการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนผลิตวัตถุดิบ APIs ในประเทศ การสนับสนุนทุนวิจัย รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทดลองทางคลินิกและการพัฒนานวัตกรรมยาใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคเอเชียได้อย่างแท้จริง

ผู้เขียน
ปวีณ์นุช อุดมมณีธนกิจ
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13171 วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top