เกี่ยวกับเอกสาร
ภาวะชะลอตัวทางการค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้า และวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างระยะยาวของระบบการค้าโลกที่กำลังดำเนินอยู่ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้จัดทำแบบจำลองเพื่อบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า” และ “ผลตอบแทนจากแรงงาน” โดยพบความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง อาจส่งผลให้ผลตอบแทนจากแรงงาน และค่าจ้างที่แท้จริง ของแรงงานทักษะสูงและแรงงานไร้ทักษะในทุกภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยคาดการณ์ว่าภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมากจะมีโอกาสที่จะเผชิญกับการสูญเสียรายได้มากที่สุด เช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจลดลงสูงถึงประมาณ 0.45 % และลดลงประมาณ 0.3 % ในภูมิภาคยุโรปและภูมิภาคเอเชียใต้ นอกจากนี้ ภาวะหยุดชะงักดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อศักยภาพของการค้าในการสร้างโอกาสด้านการจ้างงานใหม่ ๆ อีกด้วย
ในมิติที่กว้างขึ้น หรือในระดับโลก พบว่าในปี 2567 มีตำแหน่งงานประมาณ 465 ล้านตำแหน่งใน 80 ประเทศและเขตปกครอง ที่ต้องพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ ผ่านการส่งออกสินค้าและบริการรวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน โดยภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีสัดส่วนการจ้างงานในกลุ่มนี้สูงกว่าครึ่งหนึ่งของตำแหน่งงานทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 278 ล้านตำแหน่ง ตามมาด้วยภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลางที่ 96 ล้านตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของรูปแบบการค้าของโลกและการจ้างงานที่ผ่านมาอย่างชัดเจน โดยตัวเลขการจ้างงานที่เชื่อมโยงกับการค้าปรับตัวลดลงในช่วงการแพร่ระบาดของของโรคติดเชื้อโควิด-19 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในเวลาต่อมา และอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมั่นคงในภาพรวม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15.3 % ของการจ้างงานทั่วโลกในปี 2567
ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนให้เกิด “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) หรือตามนิยามของ ILO แล้วคือ “งานที่สามารถตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของคนได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง ซึ่งภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการจ้างงานที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศสูง มักจะมีอัตราการจ้างงานนอกระบบที่ต่ำกว่า มีค่าตอบแทนที่สูงกว่า และมีโอกาสทางการจ้างงานในกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนมากกว่า เมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมอื่นที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศน้อย
ดังนั้น การชะลอตัวของการเติบโตทางการค้าระหว่างประเทศ และภาวะหยุดชะงักของการขยายห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลต่อโอกาสที่น้อยลงของกลุ่มแรงงานในการเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดัชนีชี้วัดการพัฒนาด้านงานที่มีคุณค่าในระดับโลกชะลอตัวลงตามไปด้วย
โดยที่ในบรรดาภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการค้าทั้งหมด สัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการ มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยขยายตัวจาก 35.9 % ในปี 2538 ขึ้นเป็น 48.6 % ในปี 2565 ซึ่งสอดคล้องกับความสำคัญของภาคบริการที่ทวีความสำคัญขึ้นในการค้าระหว่างประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการค้าโลก โดยหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตได้รวดเร็วที่สุดคือ “การค้าภาคบริการที่ส่งมอบผ่านระบบดิจิทัล” ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และคิดเป็น 14.5 % ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลกในปี 2567 บริการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ การศึกษาออนไลน์ การแพทย์ทางไกล ไปจนถึงบริการธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพที่ดีขึ้นนั้นยังคงขาดความต่อเนื่อง โดยกลุ่มประเทศรายได้น้อยส่วนใหญ่ยังคงถูกตัดขาดจากกระแสการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการค้าภาคบริการที่มีการใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้น เช่น บริการด้านบัญชี ประกันภัย หรือโทรคมนาคม จากข้อจำกัดทางการค้าและการกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากที่กลุ่มประเทศเหล่านี้จะตกขบวนท่ามกลางกระแสการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก
ผู้เขียน
อาทิตย์ เสรีไพบูลย์ทรัพย์
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13181 วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



