บทความวิชาการ

‘Green Health Hub’ ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพไทยบนเวที IMF-World Bank

เกี่ยวกับเอกสาร

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ กรุงเทพมหานคร ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อประเด็น “Climate & Health” (ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ) ถูกยกขึ้นมาเป็นวาระหลักทางการเงินระดับโลก ซึ่งสะท้อนการปรับเปลี่ยนความคิดครั้งใหญ่โดยมองปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขผสานรวมกันเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบทางการคลัง” เพราะวิกฤตมลพิษ PM 2.5 และภาวะโลกร้อนไม่เพียงสร้างความสูญเสียต่อชีวิต แต่ยังสร้างภาระงบประมาณค่ารักษาพยาบาล บั่นทอนศักยภาพการผลิตของแรงงาน และสร้างต้นทุนแฝงในบัญชีเศรษฐกิจของประเทศ

ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายประการที่สามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพสีเขียวของภูมิภาค จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการจำเป็นรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล และธุรกิจบริการสุขภาพมีประสบการณ์รองรับผู้รับบริการทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านการแพทย์แผนไทย สมุนไพร อุตสาหกรรมชีวภาพ และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG จุดแข็งเหล่านี้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาระบบบริการที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการแข่งขัน

การเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทองในการดึงดูด “เงินทุนสีเขียว” เข้าสู่ระบบสุขภาพ โดยมอบโอกาสเชิงยุทธศาสตร์แก่ไทยในการเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพใน 3 มิติหลัก ดังนี้

1. การระดมทุนผ่าน Green & Sustainability Bonds: ไทยสามารถใช้เวทีนี้เจรจาดึงดูดเงินทุนอุดหนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจาก Green Climate Fund (GCF) และธนาคารโลก เพื่อนำมาแปลงสภาพโรงพยาบาลทั่วประเทศให้เป็น “Green Hospitals” ที่ใช้พลังงานสะอาด บริหารจัดการขยะติดเชื้อแบบคาร์บอนต่ำ การออกแบบอาคารให้ทนทานต่อภัยพิบัติ

2. การยกระดับนโยบายแก้ปัญหามลพิษ PM 2.5: ผ่านการนำกรอบการคำนวณ “ต้นทุนแฝงทางสาธารณสุข” ของ IMF มาใช้ ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้รัฐบาลไทยเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. อากาศสะอาด และใช้นโยบายภาษีคาร์บอน เพื่อดึงเม็ดเงินจากผู้ปล่อยมลพิษเข้าสู่กองทุนดูแลสุขภาพประชาชน

3. การสร้างนวัตกรรม Health-Climate Tech ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและ start up พัฒนา เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสภาพอากาศ ระบบแพทย์ทางไกล ระบบติดตามโรค

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งก้าวข้าม ประการแรกคือการประเมินตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากมลพิษและภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปใช้ในแผนการคลัง ประการต่อมาคือ ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ในการอนุมัตินวัตกรรมทางการแพทย์สีเขียวที่ยังมีความล่าช้า และประการสุดท้ายคือ ความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำ จากเงินทุนจะกระจุกตัวในพื้นที่ที่พร้อมอยู่แล้ว ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนและประชาชนในพื้นที่ที่เผชิญมลพิษรุนแรงกลับได้รับประโยชน์ไม่เพียงพอ อีกทั้งนวัตกรรมใหม่ยังต้องผ่านการประเมินความคุ้มค่า ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลอย่างรัดกุม

การประชุม IMF–World Bank 2026 ในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีหารือทางการเงิน แต่คือโอกาสสำคัญที่ไทยจะเชื่อมความแข็งแกร่งของระบบสุขภาพเข้ากับการลงทุนสีเขียว และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ หากไทยสามารถพัฒนาข้อมูลที่เชื่อถือได้ ปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อนวัตกรรม ใช้เงินทุนอย่างโปร่งใส และทำให้โรงพยาบาลทุกระดับเข้าถึงโอกาส ประเทศไทยสามารถยกระดับศักยภาพก้าวสู่การเป็น “Green & Climate-Resilient Health Hub” ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน
ปวีณ์นุช อุดมมณีธนกิจ
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 40 ฉบับที่ 13271 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top