เกี่ยวกับเอกสาร
สถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันของภูมิภาคอาเซียน ถือว่ากำลังพบเจอกับความท้าทายในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่คลื่นความร้อนที่สูงขึ้นในระดับที่ทำลายสถิติเดิมอย่างต่อเนื่อง ภัยแล้งและไฟป่าที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” รวมถึงปัญหาอุทกภัยรุนแรงที่ประเทศไทยรวมถึงประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพิ่งประสบในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลในแต่ละประเทศจะต้องมีการเตรียมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประชากรและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ลดน้อยลงที่สุด
ทั้งนี้หากมองถึงมุมมองของประชากรต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสะท้อนจากการรับรู้ ความกังวล และความคาดหวังต่อประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น พบว่ามีข้อค้นพบที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองและการรับรู้ของประชากรในภูมิภาคอาเซียน โดยข้อมูลจากรายงาน “Southeast Asia Climate Outlook 2026 Survey Report” ซึ่งจัดทำโดย ISEAS – Yusof Ishak Institute (ISEAS) ร่วมกับ Lee Kuan Yew Centre for Innovative Cities (LKYCIC) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเก็บข้อมูลแบบสำรวจมุมมองด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 11 ประเทศสมาชิก
ระบุว่า เมื่อให้มีการจัดลำดับประเด็นความท้าทายที่ประชากรในภูมิภาคคิดว่ากำลังพบเจออยู่ในปัจจุบัน พบว่า ปัญหาการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอย (55.3%) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว (53.6%) จัดเป็นประเด็นความท้าทายที่เผชิญในอันดับที่หนึ่ง และอันดับที่สอง ในขณะที่ ความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ (46%) อยู่อันดับที่สาม
ความกังวลด้านสภาพภูมิอากาศรั้งอันดับหนึ่งในประเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนามมีสัดส่วนดังกล่าวที่ค่อนข้างสูง (72.3% และ 71.8 ตามลำดับ) ซึ่งสอดคล้องกับความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติในเชิงพื้นที่ เช่น พายุหมุน และน้ำท่วม ในทางตรงกันข้าม ความกังวลด้านเศรษฐกิจครองอันดับหนึ่งในประเทศไทย อินโดนีเซีย บรูไน ติมอร์-เลสเต และกัมพูชา เมื่อสอบถามถึงภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดที่กำลังได้รับผลกระทบ พบว่า ภัยน้ำท่วม และความร้อนสุดขั้ว ได้รับการประเมินว่าเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดของภูมิภาค โดยมีคะแนนเท่ากันในลำดับที่หนึ่ง ตามมาด้วยภัยแล้งในอันดับที่สอง และแผ่นดินถล่มจากฝนตกหนักในลำดับที่สาม
จากความวิตกกังวลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ส่งผลให้ประชากรมีจุดยืนที่ตื่นตัวสูงในการสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานจะสร้างความวิตกกังวลเรื่องค่าครองชีพที่อาจจะสูงขึ้น แต่ประชากรส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งยังคงสนับสนุนการเลิกใช้พลังงานถ่านหิน และมากถึงร้อยละ 62 สนับสนุนการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในระดับชาติ
เมื่อกล่าวถึงมิติด้านความร่วมมือในระดับภูมิภาคนั้น ประชากรในภูมิภาคส่วนใหญ่กว่า 77.1%
เห็นร่วมกันว่าอาเซียนในฐานะองค์กรระดับภูมิภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยประเทศสิงคโปร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในการเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศของอาเซียน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงได้รับการยอมรับว่าเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่ภูมิภาคอาเซียนให้ความสำคัญและต้องการมากที่สุดในการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคอื่น ๆ
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ซึ่งสร้างผลกระทบไม่ใช่เพียงแค่ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลถึงมิติด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย บทบาทของภาครัฐและเอกชนนอกจากการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในประเทศแล้ว ยังอาจต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงาน และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อไปในอนาคต
ผู้เขียน
อาทิตย์ เสรีไพบูลย์ทรัพย์
นักวิจัยชำนาญการ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 40 ฉบับที่ 13281 วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



