เกี่ยวกับเอกสาร
การค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นกลยุทธ์ที่ไทยใช้ในการขยายตลาด และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เนื่องด้วยกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความต้องการสินค้าไทย ทำให้กลายเป็นฐานสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการผลักดันสินค้าส่งออกผ่านการค้าชายแดน
อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 2568 ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาปะทุขึ้น กลายเป็นการเผชิญหน้าที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของสองประเทศ การปิดด่านจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และบริการหยุดชะงักทันที เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงตามแนวชายแดน คือ ปัจจัยพื้นฐานของการค้าระหว่างประเทศที่ไม่อาจมองข้ามได้
จากความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนกว่า 140,000 คนต้องอพยพ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนในการแสดงบทบาทประชาคมในการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก
ในด้านเศรษฐกิจ แม้กัมพูชาจะไม่ใช่คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย แต่ก็เป็นตลาดสำคัญในการค้าชายแดน จากข้อมูลในปี 2567 ระบุว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 366,729 ล้านบาท โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกถึง 88% และนำเข้า 12% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด เฉพาะการค้าชายแดนมีมูลค่าถึง 174,530 ล้านบาท ซึ่งไทยยังคงได้เปรียบด้วยสัดส่วนการส่งออก 81% และนำเข้า 19% ตัวเลขการค้าสะท้อนให้เห็นถึงการค้าระหว่างกันที่ไทยครองความได้เปรียบ ขณะที่กัมพูชายังต้องพึ่งพาสินค้าจากไทย นอกจากนั้นนักธุรกิจไทยยังลงทุนโดยตรงในกัมพูชาคิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 3,785 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ
เมื่อด่านผ่านแดนถูกปิด ส่งผลให้การส่งออกและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก สินค้าไม่สามารถส่งออกได้ตามกำหนด กระทบต่อการผลิตและการกระจายสินค้าในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นหลัก ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ต้องเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากการส่งออกลดลง หลายกิจการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อ
ภาคการลงทุนสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัว ความมั่นคงจึงกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
ภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ติดชายแดน นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย ทำให้เลือกหลีกเลี่ยงเส้นทางหรือยกเลิกการเดินทาง ส่งผลให้ธุรกิจในท้องถิ่น เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก ประสบภาวะรายได้ลดลงอย่างฉับพลัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว หากความขัดแย้งยุติลงได้ภายใน 1–2 เดือน การค้าชายแดนอาจฟื้นตัวได้เร็ว ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในระดับที่สามารถเยียวยาได้ และภาคธุรกิจยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะรุนแรงและขยายวงกว้าง ครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดแรงงาน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะลดลง และอาจใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว แม้สถานการณ์จะยุติลงแล้วก็ตาม
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจลุกลาม เช่น การจัดตั้งกลไกฉุกเฉินรองรับปัญหาการค้าชายแดนเพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนควรวางแผนบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การกระจายเส้นทางการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
—————————————-
ผู้เขียน
ณัฐจารีย์ เพ็ชรร่วง
นักวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12956 วันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2568
หน้า 8 (ล่างซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”



