เกี่ยวกับเอกสาร
เศรษฐกิจอาเซียนในปัจจุบันเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญจากสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริบทของการค้าโลกที่มีการเปิดตลาดมากขึ้นจากข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงปรากฏชัดคือ มาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมการค้าขายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ
จากรายงาน World Tariff Profiles 2025 ที่จัดทำโดย WTO, ITC และ UNCTAD พบว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการใช้ NTMs เฉลี่ยสูงถึง 27.4% ของรายการสินค้า โดยเฉพาะประเทศไทยและอินโดนีเซียที่มีการใช้ NTMs สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนประมาณ 37.8% และ 13.3% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีการใช้ NTMs ต่ำสุดเพียง 0.4%
มาตรการที่มิใช่ภาษีได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของแต่ละประเทศในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสินค้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กฎระเบียบมาตรฐานสินค้า ข้อกำหนดด้านสุขอนามัย การตรวจสอบและรับรองคุณภาพ ตลอดจนการออกใบอนุญาตที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผลจากการใช้ NTMs ทำให้ผู้ประกอบการอาเซียนต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5-15% จากการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่น มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดขึ้นของอินโดนีเซียหรือไทย มาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ซับซ้อนของเวียดนาม หรือข้อกำหนดเฉพาะด้านสุขอนามัยของสิงคโปร์ เป็นต้น
ในทางกลับกัน ประเทศที่มีการใช้ NTMs ต่ำ เช่น สิงคโปร์ ช่วยให้การค้าขายสินค้าเสรีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการ NTMs ต่ำอย่างเช่นกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ที่เน้นการใช้มาตรฐานสินค้าร่วมกัน ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการค้าขายระหว่างสมาชิกกลุ่มลงได้อย่างมาก ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลงและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิก เช่น
สหภาพยุโรปได้นำระบบการรับรองและฉลากสินค้าเชิงนิเวศ (Eco-labelling) มาใช้ในตลาดร่วมของ EU โดยมีเกณฑ์การรับรองที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับร่วมกัน ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าได้ง่ายขึ้นและสนับสนุนสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ
แม้ว่าจุดมุ่งหมายของการบังคับใช้ มาตรการ NTMs มีเป้าประสงค์เพื่อความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในบางกรณีก็กลายเป็นอุปสรรคที่ซ่อนเร้น (hidden barriers) ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรีภายในภูมิภาค ดังนั้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ผู้ประกอบการในอาเซียนจำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
รายงานข้างต้นเสนอแนะว่า ผู้ประกอบการควรเพิ่มการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น และควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการ NTMs อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมมือในการสร้างมาตรฐานการรับรองสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความน่าเชื่อถือของสินค้าในตลาดโลก
การรับมือกับ NTMs อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางการค้า ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจอาเซียนต่อไปในอนาคต
——————
ผู้เขียน
น้ำผึ้ง ทัศนัยพิทักษ์กุล
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12951 วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2568
หน้า 8 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”



