เกี่ยวกับเอกสาร
ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เพราะไม่เพียงแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราคุ้นเคย แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล (Data center) ที่ล้วนมีการใช้ไฟฟ้าอย่างหนักทั้งสิ้น
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในปี 2568 และ 3.7% ในปี 2569 โดยพลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าถ่านหิน และพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จะมีกำลังการผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งจากการเดินเครื่องปฏิกรณ์ที่ญี่ปุ่น กำลังการผลิตของสหรัฐและฝรั่งเศส รวมถึงการเดินเครื่องปฏิกรณ์ใหม่ในจีน ยุโรป อินเดีย และเกาหลีใต้
พลังงานนิวเคลียร์มีสัดส่วนราว 10% ของการผลิตไฟฟ้าโลก และยังเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญของโลก โดยพลังงานนิวเคลียร์สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกือบ 7 หมื่นล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงเวลาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้พลังงานนิวเคลียร์มีบทบาทสำคัญในความมั่นคงทางพลังงานและการบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศสมาชิกอาเซียนก็มีการพิจารณาความเป็นไปได้ในด้านพลังงานนิวเคลียร์เช่นกัน โดยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างมีการลงนามความตกลงความร่วมมือนิวเคลียร์เพื่อสันติ (123 Agreement) กับสหรัฐอเมริกา รวมถึงไทยที่ลงนามความตกลงนี้กับสหรัฐอเมริกาเมื่อ 14 มกราคม 2568 และความตกลงเริ่มมีผลเมื่อ 9 กรกฎาคม 2568
เวียดนามคาดการณ์ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 2.5-3 เท่าในปี 2573 และ 5-7 เท่าในปี 2593 จึงมีแผนพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีขนาดเล็ก (SMR) ทั่วประเทศและโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 4 พันล้านวัตต์ในจังหวัดนินห์ถ่วน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2573 โดยเวียดนามมีหน่วยงาน Vietnam Atomic Energy Institute เพื่อวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซียแถลงแผนพลังงานแห่งชาติและแผนจัดหาพลังงานไฟฟ้า (RUPTL) ปี 2568-2577 ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตั้งเป้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปี 2577 โดยตามแผนจะตั้งอยู่ที่สุมาตราและกาลิมันตัน มีกำลังการผลิตแห่งละ 250 ล้านวัตต์
ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าพลังงานนิวเคลียร์ 1.2 พันล้านวัตต์ภายในปี 2575 จาก SMR และเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 พันล้านวัตต์ในปี 2578 และอย่างน้อย 4.8 พันล้านวัตต์ในปี 2593 นอกจากนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์มีแนวคิดพิจารณาฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของอาเซียน Bataan Nuclear Power Plant ที่ตั้งอยู่ในฟิลิปปินส์ สร้างขึ้นตั้งแต่ 2527 แต่ยังไม่เคยมีการเปิดใช้งาน
ขณะที่ไทยก็กำลังพิจารณาเทคโนโลยี SMR และมีการลงนามความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติกับเกาหลีใต้เพื่อพัฒนา วิจัย และถ่านทอดเทคโนโลยี
ในระดับอาเซียนมีเครือข่ายย่อยความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ (NEC-SSN) ทำหน้าที่ผลักดันความร่วมมือด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียน และในแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงาน (APAEC) ปี 2559-2568 ด้านพลังงานนิวเคลียร์ภาคประชาชน ระยะแรก (2559-2563) มุ่งสร้างความตระหนัก เพิ่มการยอมรับและให้ความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ภาคประชาชนโดยร่วมมือกับต่างประเทศและองค์กรต่าง ๆ ขณะที่ในระยะที่ 2 (2564-2568) จะมุ่งที่การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังมีความท้าทายของการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตั้งแต่ทำเลที่ตั้งที่หลายประเทศอยู่ในแนววงแหวนแห่งไฟ เทคโนโลยีการจัดการกากกัมมันตรังสีไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัย ความท้าทายด้านกฎหมายกฎระเบียบและความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ต้นทุนเริ่มที่สูง บุคคลากรไม่เพียงพอ ไปจนถึงการต่อต้านจากภาคประชาชน
ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศมีนโยบายลดละเลิกพลังงานนิวเคลียร์จากความกังวลด้านความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกากกัมมันตรังสี ในฝั่งอาเซียนกำลังเดินเข้าสู่ยุคไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ภายใต้จุดมุ่งหมายด้านความมั่นคงทางพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ตาม การตั้งและเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอาเซียนก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเมื่อชั่งน้ำหนักผลกระทบและผลประโยชน์ หนทางสู่พลังงานนิวเคลียร์ในอาเซียนคงต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักก่อนที่เราจะสามารถสรุปได้ว่า พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นคำตอบของพลังงานยุคใหม่จริงหรือไม่
——————
ผู้เขียน
ภัชชา ธำรงอาจริยกุล
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12961 วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”



