เกี่ยวกับเอกสาร
โลกกำลังเคลื่อนตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การให้บริการภาครัฐ และชีวิตประจำวันทั่วไปของประชาชน ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไป ตั้งแต่วิถีการทำงาน การซื้อขายสินค้า การผลิตในภาคอุตสาหกรรม การให้บริการ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังสร้างโอกาสด้านการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียม หากการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลขาดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้เผยแพร่เอกสารวิจัยเรื่อง ประชาคมดิจิทัลอาเซียน 2045 : ภาพรวมเชิงกลยุทธ์ โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปี 2025 ประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลมีมูลค่า 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการค้าดิจิทัลคาดว่าจะมีมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยคาดว่าการค้าดิจิทัลอาเซียนจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 10% ของมูลค่าการค้าดิจิทัลโลกในปี 2030
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าดิจิทัลอาเซียนคือประชากรหนุ่มสาวกว่า 460 ล้านคนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นิยมการซื้อขายออนไลน์ ใช้บริการระบบชำระเงินผ่านมือถือ มีความคุ้นเคยกับการใช้บริการดิจิทัล โดยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 360 ล้านคนในปี 2019 เป็น 460 ล้านคนในปี 2022 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี และการขนส่งออนไลน์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชนในอาเซียน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนได้พยายามวางรากฐานรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัลโดย มีการกำหนดกรอบนโยบายหลายมิติ ตั้งแต่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การบริหารจัดการข้อมูล การเชื่อมโยงตลาดดิจิทัล การจัดทำแผนแม่บทดิจิทัล รวมทั้งความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่กำลังเจรจา อย่างไรก็ตามอาเซียนได้จัดทำเอกสารและคำประกาศมากมาย ปัญหาก็ยังอยู่ตรงที่หลายกรอบความร่วมมือเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่มีกลไกบังคับใช้หรือการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน และมักเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
ท่ามกลางการเปลี่ยนในหลากหลายมิติทั้งระดับโลกและภูมิภาค มีความท้าทายรออยู่มากมาย ตั้งแต่การคุ้มครองข้อมูล และความปลอดภัยไซเบอร์ การแข่งขันที่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้างพื้นฐานและทักษะด้านดิจิทัล รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น รายงานการศึกษานี้เสนอให้อาเซียนควรกำหนดแนวคิด ASEAN Digital Community 2045 (ADC 2045) เพื่อเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวของอาเซียนที่ต้องการให้ภูมิภาคนี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ ภายในปี 2045 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ADC 2045 แค่แผนเศรษฐกิจ แต่เป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม
ด้านการเมืองและความมั่นคง ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนวิธีการหาเสียง การเลือกตั้ง และแม้แต่การปฏิบัติการทางทหาร การป้องกันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และการโจมตีรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน ด้านเศรษฐกิจ อาเซียนตั้งเป้ารวมตลาดดิจิทัลให้เป็นหนึ่งเดียว สร้างมาตรฐานและนโยบายร่วม เพื่อให้การไหลเวียนของสินค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านสังคมวัฒนธรรม เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือเปิดโอกาสทางการศึกษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนอย่างไม่เคยมีมาก่อน
วิสัยทัศน์ 2045 ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 5 ด้านที่เชื่อมโยงได้แก่ การกำกับดูแลข้อมูลที่ทันสมัย ผลักดันผลิตภาพดิจิทัลในทุกภาคส่วน เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อ ดึงทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และทำให้การเปลี่ยนผ่านดิจิทัลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง อาเซียนต้องลงมือทำอย่างเป็นระบบ โดยการจัดทำแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และทักษะดิจิทัล และทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใส พร้อมกลไกตรวจสอบที่ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบ
การร่วมมือกันอย่างจริงจังของอาเซียนจะส่งผล ADC 2045 ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิสัยทัศน์ แต่เป็นคำมั่นสัญญาว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า อาเซียนจะไม่เป็นแค่ภูมิภาคที่ก้าวทันโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยศักยภาพการแข่งขัน ครอบคลุมสังคมทุกภาคส่วน และที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผู้เขียน
วิมล ปั้นคง
รองผู้อำนวยการ (วิชาการ)
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12966 วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”




