เกี่ยวกับเอกสาร
ปัจจุบันคำว่า “เศรษฐกิจนอกระบบ” เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับ
การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้
เมื่อพิจารณานิยามของเศรษฐกิจนอกระบบ ฟังดูแล้วอาจนึกถึงระบบเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจที่เลี่ยงภาษี หรือธุรกิจสีเทา เช่น การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต การค้ายาเสพติด การพนัน และการค้ามนุษย์ ฯลฯ แต่หากพิจารณาจากการนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะพบว่า เศรษฐกิจนอกระบบนั้นหมายถึง “กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของแรงงานและหน่วยเศรษฐกิจที่ไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติ หรืออาจได้รับความคุ้มครองไม่ครอบคลุมหรือครอบคลุมไม่เพียงพอ”
นัยตามความหมายดังกล่าวนี้ส่วนมากมักเป็นธุรกิจในระดับครัวเรือนหรือธุรกิจส่วนตัวที่มีขนาดเล็ก และดำเนินการโดยแรงงานในจำนวนไม่มาก อย่างไรก็ตามกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ให้คำจำกัดความของเศรษฐกิจนอกระบบว่าคือ “กิจกรรมทั้งหลายที่มีมูลค่าในตลาด และจะเพิ่มรายได้ทางภาษี และ GDP หากมีการบันทึกหรือเก็บข้อมูลไว้”
ทั้งนี้ “เศรษฐกิจนอกระบบ” และ “การจ้างงานนอกระบบ” นั้นมีความหมายแตกต่างกัน
การจ้างงานนอกระบบเป็นแนวคิดที่มีความครอบคลุมมากกว่า เนื่องจากหมายถึงจำนวนการจ้างงานที่อยู่นอกระบบทั้งหมด ไม่ว่างานนั้นจะอยู่ภายใต้ธุรกิจในระบบ หรือธุรกิจนอกระบบ เช่น ลูกจ้างรายวันในธุรกิจที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้เป็นแรงงานประจำ ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมจากนายจ้าง จึงถือว่าเป็นการจ้างงานนอกระบบ
โดยจากข้อมูลประมาณการสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ (% ต่อ GDP) ล่าสุดของ World Economics พบว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนมากมักมีสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบที่สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียตะวันออกอย่างเห็นได้ชัด เช่น เมียนมา (52.6 %) กัมพูชา (49.1 %) และไทย (42.1 %) เทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น (10.3 %) ฮ่องกง (14.7 %) และไต้หวัน (19.7 %)
เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างของแรงงาน จะพบว่าแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียมักกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม หรือภาคบริการ เช่น เกษตรกร ผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย เป็นต้น นอกจากนี้ ระดับการศึกษายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโอกาสในการทำงานในระบบ โดยแรงงานที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษามีสัดส่วนการทำงานนอกระบบสูงถึง 90 % เทียบกับแรงงานที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ 31 % สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านโอกาสทางการศึกษา ซึ่งส่งผลให้แรงงานเหล่านี้ยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อยังชีพ
การที่ประเทศในเอเชียที่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบที่ต่ำกว่ามาก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจและการพัฒนาทางสังคม การยกระดับอุตสาหกรรมและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ครอบคลุม จะช่วยสร้างงานในภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบมากขึ้น และทำให้แรงงานสามารถย้ายจากภาคการเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำมาสู่ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพสูงกว่าได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และปราศจากความเหลื่อมล้ำได้ต่อไป
อาทิตย์ เสรีไพบูลย์ทรัพย์
นักวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12981 วันพุธที่ 3 กันยายน 2568
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”




