บทความวิชาการ
view 703 facebook twitter mail

อย่าให้ Super El Niño ซ้ำเติมอาเซียน

เกี่ยวกับเอกสาร

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้เตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรในเขตร้อนที่อุณหภูมิพื้นผิวทะเลกำลังเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว แสดงสัญญาณของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจจะเกิดขึ้นเริ่มในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2569 นี้ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่การคาดการณ์จากสถาบันวิจัยนานาชาติเพื่อสภาพภูมิอากาศและสังคมแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียชี้ว่ามีโอกาสถึง 70% ที่จะเกิดเอลนีโญในช่วง เม.ย.-มิ.ย. 2569 และมีความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์นี้จะลากยาวไปจนสิ้นปีถึง 88-94%

ปรากฏการณ์เอลนีโญโดยปกติจะเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และนานประมาณ 9-12 เดือน โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกบริเวณเส้นศูนย์สูตรสูงขึ้น ส่งผลถึงอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ โดยสำหรับพื้นที่ประเทศสมาชิกอาเซียนผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและปริมาณน้ำฝนน้อยลง

Super El Niño ไม่ใช่คำทางการ แต่เป็นคำที่มักถูกใช้เพื่อสื่อถึงปรากฎการณ์เอลนีโญที่รุนแรงมาก โดยนักวิทยาศาสตร์และหลายหน่วยงานทั่วโลกต่างจับตามองสัญญาณบ่งชี้ปรากฎการณ์เอลนีโญที่จะก่อตัวในปี 2569 และมีความเป็นไปได้ที่อาจเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึก อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนจากข้อบ่งชี้ในปัจจุบัน

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอ่อนไหวต่อปรากฎการณ์เอลนีโญ โดยเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาภาคการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ อาเซียนเคยผ่านประสบการณ์จากปี 2558-2559 ที่ปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงส่งผลให้เกิดภัยแล้งยาวนาน ไฟป่า และการขาดแคลนน้ำสะอาด รวมถึงปรากฎการณ์เลนีโญล่าสุดในปี 2566-2567 ที่ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อเนื่องทำให้อาเซียนอากาศร้อนเดือดและมีอุณภูมิสูงทำลายสถิติ

ปรากฎการณ์เอลนีโญที่กำลังใกล้ก่อตัวในปีนี้ หากมีความรุนแรงมากก็คาดได้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะไม่เพียงแค่ต้องรับมือกับความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และไฟป่า แต่ยังผนวกกับผลพวงจากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถ้ายังลากยาวต่อเนื่องจะกลายเป็นสถานการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้อาเซียนขาดทั้งน้ำและน้ำมัน

หากเผชิญกับปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงร่วมกับวิกฤตน้ำมัน ภาคการเกษตรของอาเซียนจะกระทบหนักและน่าเป็นห่วงที่สุด ราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกลงเพื่อลดต้นทุน ซ้ำผลผลิตยังเสียหายจากผลกระทบของภัยแล้ง ซึ่งจะนำไปสู่ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย ราคาผลผลิตสูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่องถึงความมั่นคงทางอาหารโลกในฐานะที่อาเซียนเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญ

นอกจากนี้พืชเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนก็คาดว่าจะกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญ เช่น ข้าวที่กำลังจะปลูก ข้าวนาปีต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำและฝนทิ้งช่วง และพืชน้ำมันอย่างปาล์มน้ำมันที่หากเอลนีโญรุนแรงและยาวนานอาจทำให้ผลผลิตลดลง 5-12%

ด้านการค้าและอุตสาหกรรม การรับมือกับภัยพิบัติและปรากฎการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังให้ประเทศฐานการผลิตจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดเพื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้า

ความสามารถในการรับมือผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนเพื่อรองรับการค้าและการลงทุนต่อไปในอนาคต หากอาเซียนสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและสามารถฝ่าวิกฤตไปได้จะกลายเป็นจุดมุ่งหมายที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุน แต่ถ้าอาเซียนยังคงรอตั้งรับวิกฤตทีละครั้งโดยไม่ปฏิรูปเชิงระบบ ก็อาจสูญเสียตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในฐานะจุดหมายการลงทุนนี้ไปอย่างถาวร Super El Niño ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่อาเซียนเพิ่งพบเจอเป็นครั้งแรก แต่คือความท้าทายที่เคยผ่านประสบการณ์และได้รับบทเรียนกันมาแล้ว ความเสียหายจากปรากฎการณ์เอลนีโญในอดีตไม่ควรถูกมองเป็นแค่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าการลงทุนในด้านการปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่นเชิงสภาพภูมิอากาศคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ผู้เขียน
ภัชชา ธำรงอาจริยกุล
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13156 วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569
หน้า 8 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top