เกี่ยวกับเอกสาร
การผลิตและการบริโภคของมนุษย์ใช้ทรัพยากรมหาศาลในขณะที่ทรัพยากรโลกกำลังหมดไป องค์การสหประชาชาติระบุว่า หากโลกมีประชากร 9.8 พันล้านคนภายในปี 2593 การดำรงชีวิตของมนุษย์จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเท่าดาวเคราะห์สามดวง สะท้อนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมต้องแลกมาด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อม
การบริโภคอย่างไร้ความรับผิดชอบสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ในปี 2565 มีขยะอาหารในภาคการค้าปลีก บริการอาหาร และครัวเรือนสูงถึง 1.05 พันล้านตันต่อปี คิดเป็นหนึ่งในห้าของอาหารทั้งหมดที่บริโภค และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 62 พันล้านกิโลกรัม โดยมีเพียง 22.3 % ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกรวบรวมและจัดการอย่างถูกต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความจำเป็นในการบรรเทาและแก้ไขปัญหา นำไปสู่แนวคิดการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production: SCP) ที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคบนพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในปี 2567 มีนโยบายที่เกี่ยวกับ SCP จำนวน 530 นโยบาย จาก 71 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 เป็น 6 % โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียกลางที่มีนโยบายเพิ่มมากขึ้น ในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ยั่งยืนมีรายงานที่เพิ่มขึ้นจาก 40 ประเทศในปี 2563 เป็น 67 ประเทศในปี 2565 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปี 2568
แนวโน้มกระแสการบริโภคอย่างยั่งยืนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคในโลก 45 % พยายามสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยยินดีที่จะจ่ายราคาที่ยุติธรรมที่สูงขึ้น และต้องให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานได้เพื่อให้แน่ใจถึงแหล่งที่มาและคุณสมบัติความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์
ผู้บริโภคปัจจุบันมีความเข้าใจถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันการบริโภคอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากค่าครองชีพ PwC ชี้ว่าผู้บริโภคมากกว่า 80 % ก็ยินดีจ่ายแพงขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือจัดหาอย่างยั่งยืน บางส่วนยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 9.7 % สำหรับสินค้ายั่งยืน เช่น สินค้าจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ
ผลสำรวจของ Bain & Company แสดงว่าผู้บริโภคในเอเชีย 90 % ยอมจ่ายราคาสูงกว่าสำหรับผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และ 40 % ตั้งใจเพิ่มการใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในสามปีข้างหน้า
SCP เป็นหนึ่งในประเด็นดำเนินงานที่สำคัญของอาเซียน โดยมีการเน้นย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อยกระดับ SCP เปลี่ยนผ่านอาเซียนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนตาม ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASPEN 2016-2025) อาเซียนยังมี ASEAN SCP framework และ ASEAN Toolkit on Sustainable Consumption เพื่อผลักดันประเด็น SCP ของอาเซียน รวมถึง ASEAN Community Visions 2045 ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าและในด้านต่าง ๆ
การบริโภคอย่างยั่งยืนกลายเป็นค่านิยมของผู้บริโภคในอาเซียนเช่นกัน ผลการสำรวจของ Visa ระบุว่า ผู้บริโภคในมาเลเซีย 39 % มีการลดผลกระทบของการบริโภคต่อสิ่งแวดล้อมและ 41 % มีแผนการบริโภคที่ยั่งยืน และผลการสำรวจของ Alibaba ชี้ว่าผู้บริโภคต้องการรับข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนมากขึ้นโดยเฉพาะในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และผู้บริโภคส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทยต้องการดำเนินวิถีชีวิตแบบยั่งยืนมากขึ้น
นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีนโยบายเพื่อสนับสนุน SCP ด้วยกลไกที่เข้มข้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่ใช้กลไกการค้าในการสร้างความยั่งยืนให้การผลิตและการบริโภคทั่วโลกทั้ง EUDR, CBAM และ CSDDD เพิ่มความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น
ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคนำมาสู่การคำนึงถึงปัจจัยความยั่งยืนในเลือกซื้อสินค้าและบริการโดยยอมจ่ายราคาที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น และห่วงโซ่อุปทานโลกที่ปรับตัวเพิ่มความยั่งยืน กระแสการบริโภคนี้ไม่เพียงทำให้การผลิตอย่างยั่งยืนจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ แต่ยังทำให้ตลาดสินค้ารักษ์โลกเป็นที่น่าดึงดูดและเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในอาเซียน ที่จะเจาะตลาดใหม่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย
ผู้เขียน
ภัชชา ธำรงอาจริยกุล
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 13001 วันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568
หน้า 8 (ล่างซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”




