บทความวิชาการ
view 1120 facebook twitter mail

โอกาสของไทยในสมรภูมิความมั่นคงอาหารอาเซียน

เกี่ยวกับเอกสาร

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรและระบบอาหารกำลังกลับมาเป็น “ฐานความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับประเทศไทยซึ่งภาคเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การสร้างรายได้ของประชาชนในชนบท รวมทั้งการส่งออกอาหาร คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการผลิตอาหารได้หรือไม่ แต่สำคัญคือ การยกระดับภาคเกษตรให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างไร

ในระดับภูมิภาค การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารอาเซียน  เพราะความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงการผลิตอาหารให้เพียงพอในระดับประเทศเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถของทั้งภูมิภาคในการขับเคลื่อนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ  แรงกดดันจากกติกาการค้าโลก  ระบบอาหารของอาเซียนจึงต้องมีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงกัน และพร้อมปรับตัว เพราะอาหารไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานของชีวิตแต่เป็นฐานความมั่นคงร่วมของภูมิภาคในระยะยาว

รายงานศึกษาล่าสุดของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจสำหรับอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) เรื่อง Digitalization in Agriculture and Food Systems in ASEAN: Pathways to Its Resilience and Sustainability ได้ชี้ชัดว่า เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนโฉมระบบเกษตรและอาหารของอาเซียน ตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพการผลิต ลดต้นทุน  รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผลสำรวจจาก 8 ประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยสะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเริ่มแพร่หลาย  ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ยังอยู่ในระดับ “พื้นฐาน”

 สำหรับประเทศไทย ข้อสรุปดังกล่าวดังกล่าวสอดคล้องกับความเป็นจริงกับสถานการณ์ภาคเกษตรปัจจุบัน  เกษตรกรจำนวนมากใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือหลักเพื่อการเข้าถึงข้อมูล  มีการใช้แอปพลิเคชันให้คำแนะนำการเพาะปลูก ใช้ระบบการชำระเงินดิจิทัล และค้าขายผ่านตลาดออนไลน์  เทคโนโลยีดิจิทัลได้มีส่วนช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มช่องทางจำหน่าย และเชื่อมเกษตรกรเข้ากับตลาดได้โดยตรง อย่างไรก็ดีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ หรือเกษตรแม่นยำ ยังมีสัดส่วนต่ำ

จุดอ่อนสำคัญของไทยไม่แตกต่างจากหลายประเทศในอาเซียน ได้แก่ ต้นทุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูง ขีดความสามารถด้านดิจิทัลของเกษตรกรรายย่อยยังจำกัด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในชนบทยังไม่ทั่วถึง แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายด้านเกษตรอัจฉริยะและเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่แล้ว แต่การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ยังค่อนข้างกระจัดกระจาย และขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

ประเด็นที่น่าสนใจจากงานศึกษาของ ERIA คือ แรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่ใช่เหตุผลหลักในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคเกษตรอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ข้อค้นพบดังกล่าวนี้สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายที่สำคัญ เพราะในบริบทการค้าระหว่างประเทศ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น การตรวจสอบแหล่งที่มาและคาร์บอนฟุตพรินต์ กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของตลาดโลก หากไทยไม่เร่งใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือรองรับมาตรฐานเหล่านี้ ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยอาจถูกบั่นทอนในระยะยาว

 ดิจิทัลเกษตรไม่ควรถูกมองเพียงเป็นเครื่องมือเพิ่มผลผลิต แต่ต้องเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของความมั่นคงอาหารและการค้าของประเทศ การลงทุนในโครงข่ายอินเทอร์เน็ตชนบท ระบบข้อมูลเกษตรแบบบูรณาการ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของเกษตรกร จึงไม่ใช่ภาระงบประมาณ  แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

บทบาทภาครัฐไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะผู้กำหนดทิศทางนโยบาย ผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และผู้สร้างกลไกการเงินที่เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อย งานศึกษาชี้ว่า กลไกสินเชื่อที่ยืดหยุ่น การสนับสนุนแบบผสมผสานระหว่างรัฐและเอกชน และความร่วมมือกับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี สามารถช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยีและขยายการใช้งานได้ในวงกว้าง

ในระดับภูมิภาค ไทยยังมีโอกาสใช้เวทีอาเซียนเป็นแรงเสริมเชิงยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงนโยบายดิจิทัลเกษตรของไทยกับกรอบความร่วมมืออาเซียนเพื่อส่งเสริมบทบาทการเป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” การพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนของภูมิภาคได้

 ดิจิทัลเกษตรไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่เป็นเครื่องมือทรงพลัง หากประเทศไทยสามารถออกแบบนโยบายที่เชื่อมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ภาคเกษตรไทยจะไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก แต่ยังสามารถยกระดับบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางอาหารคุณภาพของอาเซียนในระยะยาว

ผู้เขียน
วิมล ปั้นคง
รองผู้อำนวยการ (วิชาการ)
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13076 วันพุธที่ 14 มกราคม 2569
หน้า 8 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top