บทความวิชาการ
view 206 facebook twitter mail

ถอดบทเรียน SkillsFuture เมื่อสิงคโปร์เปลี่ยน ‘การเรียนรู้’ เป็นวาระแห่งชาติ

เกี่ยวกับเอกสาร

เชื่อหรือไม่ว่า การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์สามารถพาประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพและความท้าทายจากปัจจัยภายนอกได้ และไม่เพียงช่วยให้ประเทศอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ยังสามารถพลิกสถานะจากประเทศเล็กที่ขาดทรัพยากรธรรมชาติและไม่ได้รับความสนใจมากนักบนเวทีโลก ให้กลายเป็นผู้นำด้านการค้า เทคโนโลยี การบริการ การเงิน และสาธารณสุขได้อย่างน่าทึ่ง ดังเช่นกรณีของสิงคโปร์
เมื่อสิงคโปร์ได้รับสิทธิปกครองตนเองในปี ค.ศ. 1959 และก้าวสู่การเป็นเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1965 ประเทศต้องเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกายภาพ สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียงราว 700 กว่าตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ และมีข้อจำกัดด้านการเกษตร ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจได้มากนัก นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีข้อจำกัดด้านทุนมนุษย์ โดยระบบการศึกษาและสาธารณสุขในขณะนั้นยังอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการพัฒนา และประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง
แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต หากมองสิงคโปร์ในปัจจุบัน ประเทศนี้ได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ จากประเทศที่ระบบการศึกษายังล้าหลัง กลายเป็นประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ และบรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตั้งแต่ระยะแรก ๆ โดยในปี ค.ศ. 1961 สิงคโปร์ได้จัดทำ First Four-Year State Development Plan ซึ่งมุ่งเตรียมความพร้อมให้ประเทศก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูง ผ่านความมุ่งมั่นที่จะยกระดับแรงงานสิงคโปร์ให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานและทักษะทางเทคนิคที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนและการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ในฐานะรากฐานหลักของการพัฒนาประเทศ
แม้ว่าจะผ่านมาหลายปี แต่สิงคโปร์ยังคงยึดมั่นในแนวทางดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการยกระดับทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ผ่านแพลตฟอร์มที่รัฐบาลสนับสนุนอย่าง SkillsFuture ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดตัวในปี 2015
SkillsFuture เป็นแพลตฟอร์มภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสิงคโปร์ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาและเรียนรู้ทักษะที่สำคัญ รวมถึงทักษะใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงผู้สูงอายุ
กลไกสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือ การเปิดให้ชาวสิงคโปร์เข้าศึกษาในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหลักสูตรทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย เช่น การประกอบอาหาร การเขียนโปรแกรม การตลาดดิจิทัล ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI โดยผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อสำเร็จการศึกษาในแต่ละหลักสูตร
หากพิจารณาในภาพรวม SkillsFuture สามารถแบ่งบทบาทออกได้เป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการ Upskill หรือการเพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานและอาชีพแห่งอนาคต และการสนับสนุนการ Reskill หรือการพัฒนาทักษะใหม่สำหรับแรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และต้องการปรับตัวให้สอดคล้องกับความรู้ เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป หนึ่งในตัวอย่างของการสนับสนุนด้าน Reskill ภายใต้โครงการดังกล่าว คือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนสำหรับแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพื่อเข้ารับการอบรมและพัฒนาทักษะผ่านหลักสูตรต่าง ๆ ใน SkillsFuture
หากถามว่าโครงการนี้ผลตอบรับเป็นอย่างไร ข้อมูลจาก SkillsFuture Singapore ในปี 2025 ระบุว่า มีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมภายใต้โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจำนวนกว่า 606,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 555,000 คนในปี 2024 ขณะที่ในด้านผลสัมฤทธิ์ของโครงการ พบว่าผู้ที่เข้าร่วมหลักสูตรเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ (SkillsFuture Career Transition Programme) กว่า 51% สามารถหางานใหม่ได้ภายใน 6 เดือนหลังจบหลักสูตร สะท้อนให้เห็นไม่เพียงประสิทธิผลของนโยบายภาครัฐเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาวสิงคโปร์อีกด้วย
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจและควรค่าแก่การศึกษา เพราะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาครัฐในการพัฒนาทุนมนุษย์ตั้งแต่ระดับฐานราก เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศในการก้าวข้ามข้อจำกัดและความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งกรณีของสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แนวทางดังกล่าวสามารถนำพาประเทศมาสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้จากกรณีของสิงคโปร์ คือ “มนุษย์” เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของประเทศ หากภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายที่เหมาะสมและตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของประชาชนได้ ก็จะไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการสร้างความสามารถให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือไม่ใช่การให้ปลา แต่เป็นการสอนให้คนจับปลา เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ผู้เขียน
วรภัทร ดิษฐ์ป้าน
นักวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13176 วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569
หน้า 10 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top