บทความวิชาการ

ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ 2026 ยุทธศาสตร์ไทยในโลกแบ่งขั้ว

เกี่ยวกับเอกสาร

การบูรณาการทางเศรษฐกิจและการค้าเสรีเคยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทว่าปัจจุบันระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น  รายงาน Chief Economists’ Outlook เดือนพฤษภาคม 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ระบุว่านักเศรษฐศาสตร์ถึง 89% คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอ่อนแอลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรงจนใกล้เคียงกับระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19

 ความขัดแย้งดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าความแตกแยกทางเศรษฐกิจอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกหดตัวถึง 7% ในระยะยาว สอดคล้องกับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ 94% ในรายงานของ WEF ที่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้น โดยมีภาวะชะงักงันด้านอุปทานและราคาพลังงานกับอาหารเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงจุดชนวนวิกฤตค่าครองชีพ แต่ยังขยายรอยแยกความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้ลึกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญแรงกระแทกอย่างหนัก

ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ การลดความเสี่ยง (De-risking) ตลอดจนยุทธศาสตร์ reshoring และ friend-shoring ได้กลายเป็นทิศทางหลักของบรรษัทข้ามชาติ รายงานของ WEF ชี้ให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่น่าดึงดูดใจที่สุดสำหรับบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและเป็นจุดเชื่อมต่อของห่วงโซ่อุปทานระหว่างขั้วอำนาจได้ ปัจจัยนี้ทำให้ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียนยังคงรักษาความได้เปรียบในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูปเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม WEF เตือนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความเปราะบางสูงมากจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหาร ซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ดังนั้น การรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาวจึงไม่อาจพึ่งพาทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว ไทยจำเป็นต้องใช้นโยบาย “การรักษาสมดุลเชิงรุก” ผ่านการทูตเชิงเศรษฐกิจ และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดที่หลากหลาย

ท้ายที่สุดภาครัฐและเอกชนไทยต้องเร่งเก็บเกี่ยวประโยชน์จากแนวโน้ม China+1 เร่งยกระดับสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กว่า 90% ของ WEF มองว่าสามารถเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกการเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์อัจฉริยะ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (ESG) และทักษะแรงงานแห่งอนาคต จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความผันผวน และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน
กมล ปานม่วง
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 39 ฉบับที่ 13186 วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569
หน้า 8 (ล่าง) คอลัมน์ “Asean Insight”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Top