เกี่ยวกับเอกสาร
คลัสเตอร์นวัตกรรมนับเป็นหัวใจของระบบนวัตกรรมสมัยใหม่ เมืองและภูมิภาคที่ผู้ประกอบการ นักวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัทเทคโนโลยี และเงินทุนเสี่ยง มารวมตัวกันหนาแน่น มักจะสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ แปลงงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ และดึงดูดการลงทุนได้มากกว่าพื้นที่อื่น
ดัชนี Global Innovation Index (GII) โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้จัดอันดับ คลัสเตอร์ชั้นนำของโลกประจำปี 2568 และสะท้อนภาพว่า เมืองที่ติดอันดับยังคงเป็นเมืองที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และการลงทุนของกองทุนทุนเสี่ยง (Venture Capital – VC) เข้าด้วยกัน โดยคลัสเตอร์นวัตกรรม 10 อันดับแรกประจำปีนี้ได้แก่ เซินเจิ้น–ฮ่องกง–กว่างโจว, โตเกียว–โยโกฮาม่า, ซานโฮเซ–ซานฟรานซิสโก, ปักกิ่ง, โซล, เซี่ยงไฮ้–ซูโจว, นิวยอร์ก, ลอนดอน, บอสตัน–เคมบริดจ์, และลอสแอนเจลิส ซึ่งแต่ละแห่งมีสัดส่วนการตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์, สิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) และการระดมทุน ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 ดัชนี GII มีการเน้นย้ำมิติ “การเงินนวัตกรรม” มากขึ้น ผ่านการนับข้อตกลงการระดมทุน ควบคู่กับจำนวนสิทธิบัตรและบทความวิชาการ ทำให้คลัสเตอร์ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เช่น นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส รวมทั้งลอนดอน มีอันดับที่สูงขึ้น ในขณะที่บางคลัสเตอร์ในเอเชียตะวันออกมีอันดับลดลงเมื่อมีการพิจารณาดีลการระดมทุนร่วมด้วย ซึ่งสะท้อนความแตกต่างด้านโครงสร้างตลาดทุนนวัตกรรมระหว่างภูมิภาค
เมื่อแยกพิจารณารายตัวชี้วัดจะพบว่า คลัสเตอร์ทางฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีบทบาทนำด้าน “บทความทางวิทยาศาสตร์” ส่วน “สิทธิบัตร” นั้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ ติดอันดับสูง และสหรัฐฯเป็นแนวหน้าของ “ดีลการระดมทุน” โดยซานโฮเซ–ซานฟรานซิสโกและนิวยอร์กอยู่ในอันดับต้น และลอนดอนของสหราชอาณาจักรคือคลัสเตอร์ยุโรปที่โดดเด่นด้านการระดมทุน การกระจายนี้ตอกย้ำว่าความสำเร็จของคลัสเตอร์ไม่ได้มีสูตรเดียว แต่เกิดจากการผสานจุดแข็งที่ต่างกันอย่างได้ผล
ปัจจัยหนุนสำคัญที่พบร่วมกันในคลัสเตอร์ชั้นนำมีอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ 1) “สถาบันวิจัยชั้นนำ” ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของความรู้และบุคลากรที่มีคุณภาพ 2) “บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ” ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้โจทย์วิจัย ผู้ว่าจ้างแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง และผู้ขับเคลื่อนห่วงโซ่นวัตกรรม และ 3) “ตลาดเงินทุนที่มีสภาพคล่องสูง” โดยเฉพาะนักลงทุนที่เชื่อมโยงจากต้นน้ำ (งานวิจัย) ไปสู่ปลายน้ำ (สตาร์ทอัพ) อย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย รายงาน GII ชี้ให้เห็นว่า “กรุงเทพฯ” อยู่ในบัญชีรายชื่อคลัสเตอร์นวัตกรรมที่มีศักยภาพนอกเหนือ 100 อันดับแรก และถูกจัดเป็นคลัสเตอร์ชั้นนำในกลุ่มประเทศรายได้ระดับปานกลางร่วมกับเมืองอย่างบัวโนสไอเรสและเบลเกรด หมายความว่า กรุงเทพฯ มีฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเงินนวัตกรรมในระดับที่น่าจับตา แต่ยังต้องยกระดับความเข้มข้นและความเชื่อมโยงเชิงระบบเพื่อก้าวสู่การเป็นคลัสเตอร์นวัตกรรมชั้นนำ ในการยกระดับคลัสเตอร์นวัตกรรมของไทย ควรเน้นการพัฒนาที่สำคัญสามด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนของกองทุนทุนเสี่ยง (VC) อย่างจริงจัง โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นจุดแข็งของคลัสเตอร์ในสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์นวัตกรรม โดยการกำหนดและพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัย บริษัทวิจัย และผู้ประกอบการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และควร เรียนรู้จากรูปแบบการพัฒนาคลัสเตอร์ที่หลากหลาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้าน แต่ควรมุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งเฉพาะทาง เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างความโดดเด่นด้านการขอรับสิทธิบัตร เป็นต้น
ผู้เขียน
กมล ปานม่วง
นักวิจัยอาวุโส
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
www.itd.or.th
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Section : First Section/World Beat
ปีที่ 38 ฉบับที่ 12986 วันพุธที่ 10 กันยายน 2568
หน้า 8 (ซ้าย) คอลัมน์ “Asean Insight”




